Categories
ไม่มีหมวดหมู่

‘เชื้อเพลิงไม่ได้ขึ้นไป แม้แต่เศษลมหายใจการมีอยู่ของจรวดและบั้งไฟ’

สิ่งใดหล่อเลี้ยงกายหยาบวิญญาณของเราอยู่ มิใช่ความเชื่อหรือที่นำพา ความเชื่อค่อยๆพาเราก้าวล้ำเขตแดนของโลกหน้าและยืนสองขาอยู่บนโลกนี้ สังเวยชีวิตมากมายสดุดีสรรเสริญ เพื่อเติมเต็มน้ำมันหล่อลื่นให้เครื่องวิญญาณเดินต่อ เรากินดื่มเพราะเราเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้เราคงอยู่ เราหลับไหลเพราะเชื่อว่าเราจะตื่นในโลกหน้าได้ช้าลง โลกหน้ามีอยู่จริงไหม เราไม่รู้…แต่ทว่ามีอยู่เสมอในห้วงสำนึก อย่างน้อยจุดเล็กในวังวนของปลายนิ้วเท้าบอกให้เราอย่าเพิ่งเดินไปที่นั่น ฉันจะมีตัวตนอย่างไรในโลกนั้น หรือแท้จริงโลกนั้นคือโลกนี้ และโลกนี้คือโลกหน้า โลกนู้นโน้นก็คงเป็นโลกนี้ มันคาบเกี่ยว ทับซ้อน โอบกอด ผลักไสซึ่งกันและกัน

เรากำลังอยู่ในกระบวนการผลิตซ้ำพันธสัญญาเก่า เราเชื่อเรื่องโลกที่ดีกว่า พันธสัญญาบอกว่าเรือโนอาห์จะพาเราไป เราจะได้ไปจริงหรือ ผู้คนสับสน กระวนกระวาย และว้าวุ่น วิศวกรรมอวกาศบอกเราแบบนั้น เรือลำเก่าถูกสร้างภาพใหม่เป็นเรืออวกาศ เขาหาโลกใหม่ สืบค้นหาเพื่อนเพื่อขออาศัยอยู่ โลกใหม่ที่มีแต่ผู้ ‘ที่ถูกเลือก’ ได้ก้าวเท้าเข้าไป มันพาเราไปได้ไกลกว่า ไกลเกินขาหลายข้างของเราจะหยั่งถึง ช่างสวนทางกับความฝันของเชื้อเพลิง ทุกคนได้ร่วมกันสร้างจรวดลำนั้น แต่เราไม่มีทางได้ขึ้นไปแม้แต่ย่างปลายบันได ถ้าได้ขึ้นไปก็เพียงแค่เช็ดร่องรอยสนองความยินดี แต่ไม่มีผู้ใดรับประกัน ว่าเราจะได้ติดไปด้วย แม้เพียงเศษปลายฝุ่นก็ตาม

ผู้คนต่างปวารณาจรวดลำขลับ ชื่อรุ่นถูกระบุด้วยวัสดุชั้นดี แซ่ซ้องถึงความก้าวหน้า แต่…น้ำมันใช้ยี่ห้ออะไร ใครจะสน น็อตผลิตที่ใด ตีเหล็กประกอบสร้างที่ไหน หรือจากผู้ใด ใครกันจะอยากรู้

มันน่าเศร้าที่ทุกวันนี้เราไม่มีเวลาโอบกอดตัวเอง ฉุดรั้งความฝัน และพูดคุยกับมันอย่างสนุกสนาน เราไม่มีเวลาทำสิ่งแบบนั้น มันออกจะไร้สาระ…พวกท่านว่ามาแบบนั้น ทุกคนต่างป่วยไข้ หนาวเหน็บเกิน 9×10 องศา ความเย็นที่ลอยมากับเปลวไฟกระทบผิว บั้งไฟจะพุ่งสูงได้ต่อเมื่อมีเชื้อเพลิงจุดปลายเชือกต่อไฟให้ปะทุ จรวดลอยตัวทะเยอทะยานออกสู่ชั้นบรรยากาศผ่านเศษหินนั่นเพราะคนจุดไฟให้มันไปต่อ คนเหล่านั้นได้พุ่งทะยานไปด้วยใช่ไหม ถ้าไม่…เขาอยู่ตรงไหนของเปลวเพลิงอันพริ้วไหว

พวกเขาคือเศษเสี้ยวสะเก็ดที่กระเด็นออกจากการเผาไหม้ สุกสว่างเพียงชั่วครู่ หนึ่งในล้านล้านส่วนของเสี้ยววินาที ค่อยๆปลิวร่วงหล่น สีแดงแห่งความโชติช่วงสุกสกราวเปลี่ยนเป็นสีดำอันทะมึนไร้ความหวัง มันตกลงพื้น ไม่มีใครหยิบจับขึ้นมา ถึงสัมผัสได้ก็เพียงปาดติดปลายนิ้วมือเป็นผุยผง เศร้าเหลือเกินที่เปลวควันและสะเก็ดไฟถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ผู้คนปรบมือให้ความสำเร็จอันอยู่เบื้องหน้า อยู่ที่จรวดนั่นคือใจกลางความสำคัญ ไม่มีแม้แต่เปลวไฟใดที่ใช้จุดติด แม้เพียงเศษเสี้ยวเดียวที่ได้ขึ้นไปกับจรวด และแล้วเปลวไฟก็ดับไป

.

.

.

.

.

.

เคว้งคว้างและมอดดับไม่เหลือแม้ร่องรอยที่ใช้หายใจ…เฮือกสุดท้าย เปลวไฟร่วงลงสู่พื้นและกลับไปสู่กระบวนการใช้เพื่อขับเคลื่อนจรวดลำนั้นที่ผลิตซ้ำรอยกันตลอดเวลาให้พุ่งทะยานออกไป

เราต่างถูกตัดลมตั้งแต่ต้นไฟ

ความหวังยังมีอยู่ เชื่อแบบนั้น มันต้องมีเปลวควันที่ไม่ยอมถูกเลือนหายไป เปลวควันไม่ต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหนทางพุ่งทะยานอันขื่นขม เปลวควันใช้คุณสมบัติที่พอมีอยู่ของตัวเองแทรกซึม เคลื่อนตัวไปถูกรอยแยกของอากาศ เศษกองขี้เถ้ารวมตัวกัน กองมหาศาลและมหึมา นับวันกองยิ่งแผ่ขยายไปวงกว้าง กองขี้เถ้าสร้างจรวดในแบบของตัวเอง แต่จรวดนี้ไม่ได้ใช้เพื่อพุ่งทะยานสำรวจนภา มันมากกว่านั้น เราคาดเดาไม่ได้ว่ามันกำลังสร้างอะไร เกินจินตนาแต่สามารถหยั่งถึงได้ แต่มันครุกรุ่น แรงแค้นของความทรงจำอันฝาดเฝื่อน มันคือน้ำมันชนิดเดิมที่เติมจรวดลำใหม่ มันมีหลายร่างกาย มันอยู่ในทุกที่ประทับตราอย่างคมคาย

ถ้าจะมีโลกใบหน้า จะไม่มีแม้แต่ปลายฝุ่นที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จนถึงไม่ใครต้องกลายเป็นเศษฝุ่นในแบบใดก็ตาม เราจะเข้าไปนั่งในจรวดลำที่เราร่วมสร้างไปพร้อมกัน

แต่ไม่ใช่จรวดลำนั้นลำเดียวกับที่พาไปปักความสำเร็จใด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *