Categories
ไม่มีหมวดหมู่

Bodies without Organs [BWO] and Assemblages – มองแนวคิด จิลล์ เดอเลิซ เชิงสุนทรียะผ่านประติมากรรมของเดวิด อัลท์เมจ์ (ตอนที่1)

Artist: David Altmejd (close-up)

เขียนและเรียบเรียงโดย ผิว มีมาลัย

หัวข้อ Mechanic Assemblages of Desire ของการประชุมเสวนานานาชาติครั้งที่ 3 ในประเด็น Deleuze และงานวิจัยทางทัศนศิลป์ ซึ่งจัดขึ้นที่ Orpheus Institute เมือง Ghent ประเทศ Belgium เมื่อวันที่ 9–11 พฤศจิกายน 2019 ถือได้ว่าเป็นเวทีเสวนาที่รวบรวมนักวิจัยที่รับอิทธิพลแนวคิดหลังโครงสร้างนิยมจากทุกมุมโลก เข้าร่วมนำเสนอผลงานวิจัยของแต่ละท่านในแง่มุมต่างๆ และสนามในการศึกษา(field study) ที่หลากหลายทั้งด้านศิลปะและวรรณกรรม โดยเริ่มจากประเด็นการศึกษาวิจัยปรัชญาเชิงนิเวศสมดุล (Ecosophy) ของ กัตตารี และต่อด้วยงานศึกษาวิจัยด้านวรรณกรรม การแสดงดนตรี การเขียนแผนที่ ทัศนศิลป์ การแสดงสด ดนตรี-เสียง และสถาปัตยกรรม

ไฮไลท์ในงานเสวนาครั้งนี้ปิดท้ายด้วยภาพยนตร์ที่ตอกย้ำแนวคิดปรัชญาของจิลล์ เดอเลิซ และ เฟลิกซ์ กัตตารี (Gilles Deleuze and Félix Guattari) ในค่ำคืนที่เรียกว่า Deleuzoguattarian film Night ภัณฑารักษ์ของกิจกรรมนี้รับหน้าที่โดย Ilona Hongisto (PhD.) ศาสตราจารย์ในสาขาภาพยนตร์ศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Norwegian (NTNU) ประเทศนอร์เวย์ และ Tero Nauha (PhD.) ศิลปินแสดงสดซึ่งเป็น ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาศิลปะและการแสดงสดศึกษา (LAPS) ที่ Theatre Academy แห่งมหาวิทยาลัยศิลปะเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมาแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฏีการรวมสิ่งต่างๆ (assemblage) โดยมีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันอย่างลื่นไหล หรือทฤษฎีการประกอบ-กำหนดกรอบความซับซ้อนทางสังคมโดยเน้นที่ความลื่นไหล ความสามารถในการแลกเปลี่ยน และฟังก์ชันที่หลากหลายผ่านสิ่งของ-วัตถุหรือกลุ่มก้อนที่สร้างการเชื่อมต่อซึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการของการเข้ารหัส การแบ่งชั้นโดยใช้รูปแบบเฉพาะ และการสร้างอาณาเขตในกระบวนการแบ่งชั้นทฤษฏี Assemblage หรือการรวมตัวจึงเป็นการเชื่อมต่อระหว่างแนวคิดที่เฉพาะเจาะจงและการจัดเรียงแนวคิดเหล่านั้น เป็นสิ่งที่ให้ความหมายหรือในทางกลับกัน Assemblage สามารถอธิบายได้ว่าเป็นการรวมและเชื่อมโยงของแนวคิดซึ่งเป็นทั้งการเชื่อมต่อ และการเตรียมการเชื่อมต่อที่ให้บริบทสำหรับความหมายที่กำหนด[1] เพราะว่าวิธีวิทยาของ Assemblage นั้นแม้จะอยู่ในจุดที่แตกต่างกันแต่มีเป็นหมายเดียวกันคือ ทำงานเป็นส่วนๆ และสามารถผสานรวมเข้ากับส่วนอื่นๆ เสมอ (Manuel DeLanda 2007: 8)

แนวคิดนี้ได้กลายเป็นแก่นกลางของเครื่องมือที่ถูกพูดถึง เพื่อใช้ตอบคำถามด้านความมั่นคง ความไร้เสถียรภาพ ข้อกำหนดต่างๆและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองของการปฏิวัติแบบใหม่รวมถึงปรากฏการณ์และประโยชน์ทางด้านปรัชญา วัฒนธรรมการเมืองและสุนทรียศาสตร์ (aesthetic-political function) สองด้านของเหรียญระหว่าง Deleuze และ Guattari ซึ่งปรากฏในหนังสือที่ร่วมกันเขียนที่ชื่อ Kafka: Towards a Minor Literature ในปี 1975 ได้ขยายทฤษฏี Assemblage ไปสู่ตัวบทในหนังสือที่ชื่อ A Thousand Plateaus ในปี 1980 และจากงานชุด Capitalism and Schizophrenia ซึ่งอธิบายแนวคิดเรื่องไรโซม (rhizome) การต่อต้าน (insurrection) การปฏิวัติในระดับโมเลกุล (molecular revolution) และการเมืองแบบเอกพจน์ (singularity politics) ซึ่งเป็นแนวทางการเมืองของขบวนการทางสังคมรูปแบบใหม่ (เก่งกิจ กิติเรียงลาภ 2558: 18)

Deleuze y Guattari. (Mesa redonda organizada para el número 143 de La Quinzaine Littéraire. 1972)

ในเชิงอุปลักษณ์ (Metaphor) ของไรโซมนั้นเป็นการทำความเข้าใจสังคมจากพืชชนิดที่ต่างไปจากต้นไม้ทั่วไป เพราะมันไร้รากแก้วแต่แพร่ขยายตัวเป็นไปได้ทุกทิศทาง มันเป็นพืชที่อาศัยและเคลื่อนที่ในแนวระนาบ โดยที่รากของมันมีมากมายหลากหลาย และเกี่ยวพันกับรากอื่นๆ อยู่ใต้ดินซึ่งเราไม่สามารถแยกได้ว่ารากไหนคือรากหลักหรือรากแก้ว แต่ต้นไม้ทุกต้นจะเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่กระจายตัวออกไปทั่ว และสามารถแตกตัวออกไปได้ทุกจุดของความสัมพันธ์ โดยไม่มีศูนย์กลางและขอบเขตที่ชัดเจน การแตกตัวจึงเป็นการวิ่งออกไปทุกทิศทางจากตัวมันเอง (line of flight) (เก่งกิจ กิติเรียงลาภ 2558: 22) เช่นเดียวกับสังคมและความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ที่ไม่มีศูนย์กลางใดศูนย์กลางหนึ่งเป็นแกนกลาง มีลักษณะไร้รากที่ไม่ได้เดินไปอย่างเส้นตรง มันสามารถแผ่ขยายเส้นฝอยเชื่อมต่อกันข้ามขอบเขตพื้นที่โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นรากฝอยประเภท (Segment) เดียวกันโดยลำต้นของพืชที่เติบโตอย่างไร้จุดหมายและไม่เป็นระเบียบ

เราไม่สามารถมองเห็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของมันได้ อุปลักษณ์เช่นนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ทั้งหลายล้วนอยู่ในภาวะไหลลื่นเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนที่ กลายสภาพได้ตลอดเวลา (becoming) ซึ่งทั้งหมดยากที่จะหาแบบแผนความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบตายตัวมาอธิบาย ในหนังสือ A Thousand Plateaus ได้อธิบายความเชื่อมโยงของสนามทางความรู้ ทั้งด้านมนุษย์ศาสตร์ สัญญวิทยา ความหมายสัญญะ และรูปสัญญะ การเข้าและการถอดรหัส  ซึ่งในปัจจุบันทฤษฏี Assemblage ในลักษณะดังกล่าวได้ถูกประยุกต์ใช้ทั้งทางศิลปะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในชื่อที่ถูกเรียกหลายชื่อด้วยกัน เช่น ทฤษฏีรวมสัมพันธ์ ตรรกะการรวมตัว  ทฤษฏีเครือข่าย-ตัวเล่น ซึ่งทั้งหมดนี้ย้อนกลับไปสู่แนวคิดพื้นฐานหลักการ “agencement” หรือการรวมตัวที่มีความสลับซับซ้อนตามแนวคิดปรัชญาของ Deleuze and Guattari’s แทบทั้งสิ้น

Mechanic Assemblages of Desire Deleuze and Artistic Research 3

ในบทความนี้ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเอกสารฉบับหนึ่งจากงานเสวนาครั้งนี้ เป็นบทความซึ่งนำเสนอโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภูรคู เบกาน (Burcu Baykan, Ph.D)  แห่งภาควิชา Visual Communication Design และเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษใน Contemporary Art Theory and Practice แห่งมหาวิทยาลัย Bilkent ประเทศตุรกี Baykan ได้ศึกษาวิจัยแนวคิดของ Deleuze ที่ส่งอิทธิผลต่อผลงานทางทัศนศิลป์ และได้เขียนบทความตีพิมพ์ลงในวารสารแห่งมหาวิทยาลัย Leuven ประเทศเบลเยียม ประจำปี 2021 ในหัวข้อ การรวมตัวของความหวาดหวั่น และความระยิบระยับของร่างที่กลวงโบ๋โดยปราศจากอวัยวะภายใน (Ghastly Assemblages and Glittery Bodies without Organs) โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาผลงานประติมากรรมของ เดวิด อัลท์เมจ์ (David Altmejd) ซึ่งผู้เขียนจะขอแยกรายละเอียดของบทความฉบับนี้ออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ ส่วนผลงานประติมากรรมของ อัลท์เมจ์ และ ส่วนเอกสารวิจัยของผู้ช่วยศาสตราจารย์ Baykan ดังนี้

1.

ก่อนที่เราจะเข้าไปอ่านตัวบทที่ศึกษาโดย Baykan เรามาทำความรู้จักกับศิลปินเดวิด อัลท์เมจ์ (David Altmejd) กันก่อน อัลท์เมจ์ เกิดที่เมืองมอนทรีออล รัฐควิเบก ประเทศแคนาดา ในปี 1974 เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ Université du Québec à Montréal ในแคนาดา และปริญญาโททัศนศิลป์จากมหาวิทยาลัย Columbia ในปี 2001 ปัจจุบัน อัลท์เมจ์ พำนักและปฏิบัติงานอยู่ที่ Los Angeles และ New York หลังจบการศึกษาเขาได้จัดแสดงผลงานหลายครั้งทั้งในสหรัฐอเมริกาและนานาชาติ ต่อมาในปี 2003 เขาได้ร่วมแสดงในเทศกาลศิลปะนานาชาติ 8th International Istanbul Biennial ปีถัดมา 2004 ได้ร่วมแสดงใน Whitney Biennial และในปี 2007 เขาได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนประเทศแคนาดาแสดงผลงานในเทศกาลศิลปะนานาขาติ Venice Biennale

David Altmejd in his studio

          ในภาพรวมผลงานประติมากรรมของ อัลท์เมจ์ โดยมากนำเสนอรูปทรงของมนุษย์ผสมผสานกับธาตุทัศนะเชิงนามธรรมในประเด็นที่เกี่ยวกับศิลปะและพลังงาน (art and energy) ความต่อเนื่องของพลวัตของการกลายเป็น (becoming) การแยกและรวมมนุษย์กับสัตว์ และความฝันซึ่งไม่ใช่แค่เพียงร่างกายเท่านั้นแต่รวมถึงจิตใจ จินตนาการ มายาภาพ สภาวะทางจิตวิญาณ และสภาวะหลอนจิต (psychedelic) ไม่เพียงแค่การรับรู้โลกทางวัตถุ หากเพื่อสำแดงญาณทัศน์ในเชิงภววิทยา (Ontology) ที่มีความสัมพันธ์ต่อขบวนระบบการจัดการ การลำดับข้อมูลและเผยตัวเองของวัสดุอันหลากหลายที่เขานำมาใช้สร้างผลงานเช่น ดินเหนียว โฟม กระจกเงา หินแร่ ควอรตซ์ เรซิ่น ปูน ผมปลอมและผมของมนุษย์ ฯลฯ โดยใช้กระบวนการสร้างผลงานประติมากรรมแบบประเพณีด้วยการปั้นและถอดพิมพ์ ด้วยการเปลี่ยนผ่านหลอมรวมความเป็นมนุษย์กับเครื่องจักรเพื่อยกระดับวิวัฒนาการไปอีกขั้นหนึ่ง และนำเสนอภาพของทั้งสัตว์และมนุษย์ ซึ่งปรากฏในผลงานประติมากรรมจากหลายมุมโดยการซอยแบ่งชิ้นส่วนต่างๆ ออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้มองเห็นได้หลายมุมทับซ้อนกัน

ภาพขวา: Spacing Out 2017 by David Altmejd ภาพซ้าย: The Orbit by David Altmejd, 2016

“ร่างกายมนุษย์ที่สัมพันธ์โยงใยกับกระบวนการผุกร่อน การก่อเกิดขึ้นใหม่และการเปลี่ยนแปลงสภาพ… ฉันไม่ได้สนใจในทุกส่วนของร่างกาย และคิดว่าบางส่วนนั้นน่าสนใจกว่าบางส่วน ตัวอย่างเช่นที่ศีรษะ ศีรษะเป็นที่บรรจุหลายสิ่งเอาไว้เป็นที่ซึ่งความคิดก่อเกิด ที่ซึ่งมีสัมปชัญญะเป็นที่บรรจุจักรวาลลงไป มันไม่ใช่แค่เพียงแสงที่วาวขึ้น สัญลักษณ์เช่นนี้คือการตั้งไข่ มันคือวัตถุที่บรรจุอนันตกาล”

อัลท์เมจ์ กล่าว

อัลท์เมจ์ มักนำเสนอภาพส่วนเสี้ยวอวัยวะส่วนหัวที่ถูกตัดออกจากร่างกาย ห้องหรือกล้องที่ทำจากกระจกเงา ดอกไม้พลาสติกและเครื่องประดับประดาต่างๆ ฯลฯ เพื่อเล่าเรื่อง โดยมีเค้าโครงในการนำเสนอภาพความแตกต่างที่เบลอเข้าหากันระหว่างภายในและภายนอก ระหว่างพื้นผิวและโครงสร้าง ระหว่างภาพเหมือนและภาพนามธรรม ร่างกายมนุษย์ที่สัมพันธ์โยงใยกับกระบวนการผุกร่อน การก่อเกิดขึ้นใหม่และการเปลี่ยนแปลงสภาพ ทั้งในเชิงสร้างสรรค์และการทำลายตัวมันเอง ประติมากรรมของ อัลท์เมจ์ มีทั้งขนาดที่ใหญ่และขนาดเท่าคนจริง โดยมากเป็นการรวมกันเข้าของสิ่งของต่างๆ หลากหลายที่คาดเดาได้อยาก เป็นการรวมกันเข้าเสมือนบทกวีที่ดูแล้วสร้างความรู้สึกรบกวนใจหรือแม้แต่น่าเอ็นดู เขาได้ซุกซ่อนสิ่งที่ไม่ปรากฏในโลกความเป็นจริงให้เผยออกมาภายใต้พื้นผิวของสิ่งต่างๆ อัลท์เมจ์ ได้เผยโครงสร้างที่ซ่อนเร้นผ่านตัวงานในพื้นที่ในลักษณะกลับด้าน-กลับหัว-กลับหาง ผ่านพื้นที่เช่น รู ช่องว่าง ตามรอยแยกและช่องว่างที่บรรจุผลึกแก้วซึ่งถูกจัดวางซ้ำๆกัน ภายในตู้โชว์ที่มีลักษณะเป็นเขาวงกต เพื่อให้ตัวผลงานทำการสะกดจิตและแพร่สะท้อนความลี้ลับแห่งมนตรา และมายาภาพไปสู่ผู้ชม มันเป็นแก่นกลางในผลงานของ อัลท์เมจ์ ซึ่งเขาได้รับอิทธิพลทั้งจากงานวรรณกรรมกระแสหลักและภาพสัญลักษณ์ในวัฒนธรรมประชานิยม รวมทั้งจากศิลปินอย่าง Louise Bourgeois, Kiki Smith, Matthew Barney, Paul McCarthy และศิลปินมินิมัลลิสต์อย่าง Sol LeWitt และ Donald Judd หรือนักเขียนและผู้กำกับภาพยนตร์อย่าง David Cronenberg, Jorge Luis Borges, และ Mary Shelley หรือแม้แต่รูปแบบอาคารสมัยใหม่ของ Mies van der Rohe

“ในขณะทำงาน ร่างกายกลายเสมือนจักรวาลที่ซึ่งฉันได้ปลดปล่อยตนเอง มันเป็นอุปลักษณ์แห่งภูมิทัศน์กว้างใหญ่ ธรรมชาติและภูเขา…ฉันมองการจัดวางผลงานเสมือนเป็นอวัยวะ” อัลท์เมจ์ กล่าว

David Altmejd, “Dream Weaver,” FRAME, November 2013
David Altmejd, The Flux and the Puddle, 2014. Installation, various materials, 327,7 X 640,1 X 713,7 cm. Giverny Capital Collection. Photo : MNBAQ, Idra Labrie

ความสลับซับซ้อนเชิงกายภาพในผลงานประติมากรรมที่ อัลท์เมจ์ สร้างสรรค์หากพิจารณาในประเด็น artistic form หรือ medium  จะพบว่าความซับซ้อนและความเป็นสถาปัตยกรรม(complex and architectural) ที่นำมาประกอบสร้างผลงานของเขามีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ผลงานประติมากรรมปรากฏภาพเหนือจริงที่จริงยิ่งกว่าจริง(beyond surreal) ด้วยการสร้างให้เกิดความเย้ายวนอันน่าขยะแขยง ด้วยการผนวกรวมเข้ากันด้วยแนวคิดในแบบนิยายวิทยาศาสตร์ การเสนอภาพมายาและแนวคิดจินตนิยมกอทิก (gothic romanticism) ซึ่งได้รับอิทธิพลของวรรณกรรมย่อยจากแนวคิดจินตนิยมที่สะท้อนถึงความหลงใหลและลุ่มหลง ความไร้เหตุผล ภาพปีศาจ ภาพสยองขวัญ และมายาภาพความพิสดาร ผสมผสานกับนิยายแบบกอทิก ซึ่งบดบังขบวนการโรแมนติกที่เริงร่า หรืออาจเรียกจินตนิยมกอทิกได้ว่าเป็นด้านมืดของมนุษย์ในแนวคิดจินตนิยม

ขณะที่ Jerry Saltz (1951-) นักวิจารณ์ศิลปะอาวุโสและคอลัมนิสต์ของนิตยสารนิวยอร์ก ผู้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์สำหรับการวิจารณ์ในปี 2018 เรียกมันว่ากอทิกใหม่ (Modern Gothic) โดยอธิบายคำนี้ในลักษณะต่างๆ ที่เกี่ยวกับความป่วยไข้ที่แปลกประหลาด ภูตผีปีศาจ ความอุบาทว์ ความโสมม พวกโรคจิต ความลึกลับหรือสิ่งมีชีวิตที่ผิดธรรมชาติ ความหวาดกลัวอันคร่ำคร่ากับพิธีกรรมในแบบลี้ลับ สุนทรียะที่ตายซาก ความสยองขวัญที่กำลังจะเกิดขึ้น และความน่ากลัวในธรรมชาติของสัตว์มนุษย์ Saltz ระบุว่าการหวนกลับมาของยุคกอทิกหลังมีชัยชนะต่อภูตผีปีศาจสมัยยุคแห่งปัญญาญาณในศตวรรษที่ 18 มีผลมาจากจินตนาการทางศิลปะได้ตกอยู่ในความหลงระเริง แต่แท้จริงแล้วนรกแห่งยุคกอทิกไม่ได้หายไปไหน มันเพียงเปลี่ยนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งเท่านั้น เหตุการณ์ 9-11 เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงการท้าทายและคำประกาศกร้าวของปีศาจที่ปลุกชาวอเมริกันให้ตื่นขึ้น

ในโลกศิลปะความกลัวและความสับสนอลหม่านได้นำกลับมาซึ่งแนวคิดอภิปรัชญา ที่ส่งผ่านภาพใหญ่ในกระแสของความเปลี่ยนแปลงไปสู่รายระเอียดเล็กๆปลีกย่อย จากวัฒนธรรมหลักไปสู่วัฒนธรรมย่อยและลัทธิต่างๆ โดยศิลปินเป็นผู้ที่ซึมซับรายละเอียดดังกล่าวได้เร็วมากกว่าทางสังคม การมองโลกสวยกลับตาลปัตรกลายเป็นการมองโลกในแง่ร้าย สิ่งต่างๆไม่ได้แบ่งแยกเพียงขาวและดำอีกต่อไป Saltz ระบุว่าศิลปินที่อยู่ในขอบข่ายกอทิกใหม่ ต่างแสดงความแดกดันเย้ยหยัน โดยอาศัยรูปหรือสัญลักษณ์ และสืบค้นระบบการสร้างความหมายที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งต่างๆไม่ได้ถูกควบคุมจากที่ใดที่หนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง เป็นผลของการสร้างสรรค์ความขัดแย้งระหว่างความงามและความสยดสยองของแนวทางกอทิกใหม่ Carl Jung (1875–1961) และ Charles Baudelaire (1821-1867) มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าศิลปินผู้สร้างสรรค์โดยทั่วไปมีความโน้มเอียงไปในพลังด้านมืดเป็นทุนเดิม เป็นพลังที่ควบคุมเหนือชีวิตของพวกเขา และพวกเขามิได้เป็นอิสระอย่างสิ้นเชิงจากพลังควบคุมนั้น

Untitled, David Altmejd, Mixed Media, 2018

ในช่วงเวลาบนไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ศิลปะย้อนกลับไปในปี 1918 ศิลปะดาดาเคยนำเสนอแนวคิดที่แหกกฎเชิงสุนทรียะ ที่ยุคสมัยนั้นกล่าวกันว่าเป็นผลงานที่ไร้ซึ่งรสนิยมทางศิลปะอย่างสิ้นเชิง Kurt Schwitters ได้สร้างผลงานโดยนำสิ่งของเหลือใช้มาปะติดปะต่อและรวมกันเข้าโดยเรียกเทคนิคนี้ว่า ‘merz’ การรวมเอาสิ่งต่างๆ ที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เป็นวัตถุพื้นฐานของแนวคิดเหนือจริง ซึ่ง Schwitters รับอิทธิผลปรัชญาแนวคิดจิตวิเคราะห์มาจาก Sigmund Freud’s ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 50s และ 60s แนวคิดการรวมกันเข้า(assemblage) กลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางมากขึ้น ศิลปินอย่าง Jasper Johns และ Robert Rauschenberg รับช่วงต่อการต่อต้านสุนทรียะ (anti-aesthetic) และเรียกวิธีการของเขาว่าCombined Painting เป็นกระบวนการสร้างผลงานโดยการใช้สิ่งของเหลือใช้ที่หาได้จากข้างถนนในมหานครนิวยอร์ก นำมาระบายสีสำแดงอารมณ์บนพื้นผิวที่นูน-ต่ำหรือบนชิ้นงานประติมากรรมสามมิติ และมันได้กลายเป็นลัทธิศิลปะใหม่ที่เรียกแนวทางนี้ว่า นีโอดาดา (neo-dada) ด้วยวัตถุประสงค์ในการที่จะท้าทายคุณค่า และเพื่อทำลายระบบการค้าของหอศิลป์ที่นำเสนอผลงานศิลปะในเชิงพาณิชย์ในเวลานั้น

Left: Kurt Schwitters, Little Seamen`s Home 1926
Right: Robert Rauschenberg, Canyon, 1959

หากพิจารณาการรวมตัว(assemblage)  ในความหมายเชิงเทคนิค พบว่าอิทธิพลเชิงกายภาพได้ปรากฏต่อเนื่องสืบมาบนไทม์ไลน์ในประวัติศาสตร์ศิลปะ และส่งต่อมาถึงศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันดังปรากฏเด่นชัดในผลงานของกลุ่มศิลปิน Young British Artists (YBA) ในผลงานของ Sarah Lucas, Damien Hirst และ Jake-Dinos Chapman และศิลปินร่วมสมัยอย่างเช่น Tomoko Takahashi, Christina Mackie และ Mike Nelson ที่สร้างผลงานศิลปะจัดวางขนาดใหญ่ด้วยการรวมเอาเศษวัสดุและของที่หาได้ทั่วๆ ไป มาจัดแสดงในหอศิลป์

ภาพ:ซ้าย: Tomoko Takahashi, Desk-Top Garden Sculpture (2000). Photo © Nigel Green.
ภาพขวา: Mike Nelson Studio apparatus for Kunsthalle Münster. Photo: Thomas Wrede

เดวิด อัลท์เมจ์ ในฐานะศิลปินร่วมสมัยที่นำเสนอผลงานประติมากรรม เขาเป็นประติมากรที่รับเอาอิทธิพลปรัชญาของ Deleuze ในแนวคิดเรื่องร่างที่ปราศจากอวัยวะและการรวมตัว (body without organs [BwO] and assemblage) ซึ่งเผยให้เห็นถึงความกลวงเปล่าภายในตัวระบบ เป็นร่างที่ปราศจากอวัยวะ หรือระบบภายในที่ก่อเกิดสภาพแห่งชีวิตทางสังคม ความสัมพันธ์ของส่วนประกอบภายในร่างกายซึ่งมีความไม่คงที่และคงที่ สามารถแทนที่หรือเชื่อมต่อเข้ากับภายในสู่ภาพนอกและกับร่างกายอื่น ๆ ในระบบผ่านความสัมพันธ์ของรูปลักษณ์ภายนอก หรือแม้แต่เป็นกระบวนการทางสังคมการเมืองที่ถูกทำให้เป็นนามธรรมของสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในระบบวิธีคิดหรือชีวิตประจำวันของผู้คน

แต่ถึงอย่างไรก็ตามความเชื่อมโยงที่ถักทอกันในความกลวงนั้น ก็ปรากฏเด่นชันให้พิจารณาได้ในแบบที่สามารถสะท้อนให้เห็นว่าธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตต่างๆ กำลังถูกแบ่งแยกออกจากกัน เป็นการตัดขาดมนุษย์ออกจากโลกธรรมชาติเพื่อเข้าสู่โลกทางสังคม(เก่งกิจ กิติเรียงลาภ 2558: 19) มนุษย์ถูกแยกออกจากนิเวศ ชุมชนถูกแยกออกเป็นปัจเจก แม้แต่พื้นที่ก็ถูกแยกออกจากความหมายของการดำรงชีวิต และกลายเป็นพื้นที่ซึ่งไร้ความเป็นพื้นที่ (place-nonplace) เพราะมันไม่ได้ก่อให้เกิดกิจกรรมความสัมพันธ์ทางสังคมใดๆ อันเป็นประโยชน์แก่คุณค่าในการดำรงอยู่ของมนุษย์อีกต่อไป

2.

บทความ “Ghastly Assemblages, Glittery Body without Organs” ที่ลงตีพิมพ์ในวารสารแห่งมหาวิทยาลัย Leuven ประเทศเบลเยียม ประจำปี 2021 และเป็นส่วนหนึ่งที่ตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ Mechanic Assemblages of Desire: Deleuze and Artistic Research 3 โดย Burcu Baykan (Ph.D) เป็นผลงานวิจัยฉบับเดียวกันกับที่เธอนำเสนอในงานเสวนานานาชาติซึ่งจัดขึ้นที่ Orpheus Institute  เมือง Ghent ประเทศ Belgium ในปี 2019 ในหัวข้อเดียวกัน  ซึ่งนักวิจัยแต่ละท่านแต่ละสาขาวิชาต่างได้นำเสนอแนวคิดของ Deleuze โดยอธิบายเทียบกับผลงานศิลปะในแขนงต่างๆ สำหรับ Baykan เธอได้นำผลงานประติมากรรมของ อัลท์เมจ์ เป็นตัวอย่างกรณีศึกษาเพื่อการสะท้อนรูปธรรมแนวคิดเรื่องร่างที่กลวงโบ๋อันปราศจากอวัยวะภายใน และทฤษฏีการรวมตัว (body without organs [BwO] and assemblage) โดยเทียบเคียงกับปรัชญาแนวคิดของ Deleuze  และแผนที่ทางสุนทรียะที่เชื่อมโยง Deleuze กับผลงานของ อัลท์เมจ์ เพื่อคลี่ออกซึ่งความสลับซับซ้อนของมนุษย์ สัตว์ พืช-แร่ธาตุ ในตัวประติมากรรมที่ใช้วัสดุหลากหลายเชื่อมโยงใยโดยไร้จุดเริ่มต้นและจุดจบ ให้เข้ามารวมกันในแบบที่ไร้เอกภาพในฐานะสื่อและไวยากรณ์ทางศิลปะ

คำสำคัญ : Sculptural Art, Deleuze and Guattari, becoming-other, assemblage, human and nonhuman continuity

ในฐานะนักวิชาการ Baykan มองว่า อัลท์เมจ์ ได้สำรวจพบความผุกร่อนในรูปกายมนุษย์ซึ่งประสานปนเปด้วยความย้อนแย้งหลายชั้นในสภาวะที่ไร้ความเป็นมนุษย์ มันเป็นการกลายพันธุ์ของอวัยวะภายใน เธอค้นพบร่องรอยของสภาพแวดล้อมที่เหลือล้น ที่เข้าเชื่อมต่อระหว่างกันและกัน จากสายพันธุ์ที่แตกต่างกันหลายชั้น คล้ายกับพืชคลุมดินที่ไร้รากแก้วในแนวคิดไรโซมของ Deleuze และ Guattari’s ที่โยงเข้าหากันภายใต้แนวคิดร่างที่กลวงโบ๋อันปราศจากอวัยวะภายใน (BwO and assemblage) และการรวมตัวขององค์ประกอบต่างๆในผลงานประติมากรรมของ อัลท์เมจ์ ปรากฏรูปร่างของร่างกายในแบบที่หลากหลายอันประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะ และมีลำดับชั้นของการจัดการ ที่รื้อถอนคลี่ออกและไปไกลเกินกว่าที่ผู้ชมจะสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโลกความเป็นจริง ซึ่งมีทั้งความเป็นสัตว์ ดอกไม้ ภูมิทัศน์ และอื่นๆ

The Swarm, 2011. Plexiglas, chain, metal wire, thread, acrylic paint, epoxy resin, epoxy clay, acrylic gel, granular medium, synthetic hair, plaster, foam, sand, quartz, pyrite, amethyst, assorted minerals, adhesive, wire, pins, needles. 102 1/2 x 244 x 84 1/2 inches

Baykan ให้ข้อบงชี้ว่า อัลท์เมจ์ แปลความร่างกายในฐานะสื่อผสมในการรวมกันเข้าของธาตุต่างๆ หรือวัสดุต่างชนิดกันแล้วสลายตัวเป็นเนื้อเดียวกัน และงอกตัวออกมาจากภาชนะหรือเรือนร่างที่บรรจุอวัยวะเอาไว้ประกอบกันจนกลายเป็นสิ่งที่มิอาจคาดคะเนได้ และกลายเป็นร่างใหม่ที่ส่งประกายระยิบระยับของร่างอันไร้ซึ่งอวัยวะ แสดงนัยความไม่คงทนถาวรขององค์ประกอบการรวมตัวกันของธาตุนั้นๆ ที่เข้ามารวมตัว ณ ขณะชั่วเวลาหนึ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ พืช สัตว์ เครื่องมือ หรืออำนาจ เป็นความเปราะบางของทั้งหมดทั้งมวลภายใต้บริบทของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน (Deleuze and Guattari 1987: 161) ความอ่อนไหวและเปราะบางที่แตกต่างกันนั้นมาอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมและการเจริญงอกงามไปพร้อมๆกัน การรื้อถอนองค์ประกอบและการสร้างองค์ประกอบนั้นขึ้นมาใหม่ เป็นพลวัตรของการกลายพันธ์ที่สร้างให้รูปร่างรูปทรงประติมากรรมปรากฏขึ้น

เส้นแบ่งที่บางเบาในพรมแดนของความเป็นมนุษย์ สัตว์ พืช-แร่ธาตุ และการก่อรูปของสสารอย่างคริสตัล คือสิ่งที่ Baykan นำมาเทียบเคียงกับความหมายทฤษฏีการรวมตัว (assemblage)ในปรัชญาของ Deleuze และ Guattari ซึ่งพยายามอธิบายและแสดงให้เห็นคุณสมบัติที่แตกต่างกันของสิ่งที่ต่างสายพันธ์กัน เข้ามารวมกันในช่วงลำดับเวลาที่ต่างกัน (Deleuze and Guattari, 1987: 330) เป็นวิธีวิทยาที่อธิบายการประกอบและกระบวนการนำเสนอติดตั้งผลงานประติมากรรมของ อัลท์เมจ์ ในทางทฤษฏีแล้ว Baykan มองว่าสสารที่ต่างกันในตัวประติมากรรมเปรียบเสมือนภูตผีที่สิงสู่ภายในร่างมนุษย์ และในร่างของอมนุษย์ มันปนเปกันไปจากร่างหนึ่งเข้าไปสู่อีกร่างหนึ่ง (Deleuze and Guattari 1987: 88) เป็นความปรารถนาที่มนุษย์ผูกตนเองอยู่กับความขาดพร่องที่รอการเติมเต็ม มันเป็นขบวนการตัดต่อดัดแปลงและเปลี่ยนแปลงตัวมันเองก่อนที่จะเกิดการตกตะกอน และทำให้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งในเนื้อหาของผลงานประติมากรรม 

Baykan ได้วิเคราะห์ขอบเขตอันไร้ขั้วตรงข้ามของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งถูกจับมารวมกันเพื่อแสดงให้เห็นถึงแรงต้านที่สำคัญซึ่งมีอิสระจากความเป็นศูนย์กลาง และอำนาจสูงสุด หากมองในฐานะนักมานุษยวิทยาผลงานของ อัลท์เมจ์ เป็นเสมือนพรมแดนที่มนุษยชาติรับรู้และสัมผัสได้บนความจริงทางนิเวศวิทยาและธรณีวิทยา ที่เคลื่อนตัวแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาแม้เราจะไม่สามารถมองเห็นนั่นเอง

[โปรดติดตามตอนที่ 2 : เอกสารวิชาการโดย Baykan ที่นำเสนอในหนังสือ Mechanic Assemblages of Desire Deleuze and Artistic Research 3]

เอกสารอ้างอิง

[1] (https://hmong.in.th/wiki/Assemblage_philosophy)

เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, 2558, วิธีวิทยาทางการเมือง Antonio Negri: ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและการปฏิวัติของMultitude

Subjectivity, affect and place: Thinking with Deleuze and Guattari’s Body without Organs to explore a young girl’s becomings in a post-industrial locale, December 2013

Manuel DeLanda, 2017, Deleuzian Social Ontology and Assemblage Theory, Pratt Institute

Manuel DeLanda, 2006, A New Philosophy of Society : Assemblage Theory and Social Complexity

https://books.google.co.th/books?id=X0sdEAAAQBAJ&pg=PA197&lpg=PA197&dq=Ghastly+Assemblages,+Glitter+Body+without+Organs&source=bl&ots=4wUOsX4pdk&sig=ACfU3U0M3gXXMt1p1KEa_iivZd0MwadZ9A&hl=th&sa=X&ved=2ahUKEwiYofC57M7yAhVmwzgGHYDZCq4Q6AF6BAgXEAM#v=onepage&q=Ghastly%20Assemblages%2C%20Glitter%20Body%20without%20Organs&f=false

https://www.academia.edu/41684570/MACHINIC_ASSEMBLAGES_OF_DESIRE

https://www.xavierhufkens.com/artists/david-altmejd

https://www.davidkordanskygallery.com/artist/david-altmejd

Poe and Gothic Creativity, Maria Antónia Lima: https://www.jstor.org/stable/41506386

Saltz, Jerry. 2004. “Modern Gothic.” Village Voice, 27 January. Accessed 23 September2020.

https://www.villagevoice.com/2004/01/27/modern-gothic/.

https://whitecube.com/artists/artist/david_altmejd

https://www.xavierhufkens.com/artists/david-altmejd

https://art21.org/artist/david-altmejd/

https://www.davidkordanskygallery.com/artist/david-altmejd

https://www.guggenheim.org/artwork/artist/david-altmejd

https://www.artbook.com/blog-featured-image-david-altmejd-strand.html

https://th.wqbis.com/wiki/Assemblage_(philosophy)

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

คำเตือนก่อนการล่มสลาย   ธนาคารทางปัญญา กับปัญหา  โควิด – 19 (1/2)

บทความโดย คมกฤช มาลี

ปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดกำลังกัดเซาะทุกวงการและทุกสถาบันของประเทศนี้ไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

แต่ก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่ผู้เขียนอยากยกขึ้นมาพูดซ้ำ คือเรื่องผลกระทบทางด้านการศึกษา สืบเนื่องจากรายการ Inhereyes[i] ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2564 คำผกา (พิธีกร) ได้ให้แง่มุมที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตในระยะยาวของวงการการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะลามไปถึงอนาคตของวงการวิชาการในประเทศไทยอีกด้วย ในบทความนี้ผู้เขียนจะขอชี้แจงออกเป็นสองส่วน คือส่วนของนักเรียน และส่วนของสถาบันอุดมศึกษา

สำหรับส่วนของนักเรียน นอกจากเรื่องของคุณภาพการศึกษาของนักเรียนที่เป็นผลมาจากนโยบายที่ผันผวนไร้ความแน่นอน อีกจุดหนึ่งที่ผู้เขียนอยากชี้ให้เห็นคือภายในสิ้นปีพ.ศ.2564 จะมีเด็กจำนวนมากมายที่เข้าข่ายคาดว่ากำลังจะหลุดออกจากการศึกษากว่า 65,000 คน[ii] เนื่องด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศนี้ที่พังทลาย ไม่ว่าจะมาจากการประกาศล็อกดาวน์ประเทศเมื่อปีพ.ศ.2563 และการปล่อยปละละเลยของรัฐบาลจนก่อให้คลัสเตอร์การแพร่ระบาดระลอกแล้วระลอกเล่า ที่มักตามมาด้วยการแก้ปัญหาแบบขอไปทีของรัฐบาล ทั้งการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน การสั่งปิดกิจการอย่างเช่นสถานบันเทิง ร้านนวด หรือการสั่งร้านอาหารให้ยกเว้นการนั่งทานและต้องเปลี่ยนเป็นการนำอาหารกลับบ้านอย่างไร้เหตุผล มาตรการเหล่านี้เป็นไปอย่างกะทันหันและยังไร้ซึ่งการจ่ายเงินเยียวยา นานวันเข้าเมื่อประชาชนไม่สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินกิจการของตัวเองต่อไปได้ พวกเขาขาดรายได้ และนั่นส่งผลให้ครอบครัวของเด็กนักเรียนจำนวนมากต้องตกอยู่ในสถานะยากจนอย่างฉับพลัน

ภาพกิจกรรม เรียนออนไลน์เราจะตายกันหมด โดย กลุ่มนักเรียนเลว

เมื่อครอบครัวของเด็กไม่เหลือทุน จึงไม่สามารถลงทุนทางการศึกษาให้กับเด็กได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่าจะต้องมีเด็กจำนวนมากที่ถึงแม้มีความสามารถมากพอและสามารถสอบผ่านเพื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่ผู้ปกครองของเด็กๆ กลุ่มนี้ก็ไม่กำลังทรัพย์มากพอจะส่งเสียให้พวกเขาเรียนได้ หากประเทศไทยยังขืนรับมือกับโควิดอย่างถูลู่ถูกังเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ปีต่อปี ประเทศนี้ก็จะต้องสูญเสียโอกาสในการสร้างทรัพยากรคนรุ่นใหม่ไปอย่างน่าเสียดาย

มาดูทางฝั่งของมหาวิทยาลัยกันบ้าง นับตั้งแต่ล็อคดาวน์เมื่อปีที่แล้ว ทางมหาวิทยาลัยเอกชนเองก็เริ่มส่งสัญญานหนีตาย ผ่านการเปิดสงครามลดราคาดึงดูดให้เด็กสมัครกันเข้ามาเรียน ทั้งลดเงินค่าเทอม จ่ายค่าครองชีพให้เพิ่ม[iii] หรือบางมหาวิทยาลัย ถ้าสมัครเรียนกันเป็นแก๊งค์ได้ส่วนลดเพิ่มขึ้นไปอีก[iv]

(ขวา) ภาพประชาสัมพันธ์สิทธิพิเศษในการเป็นนักศึกษา โดย มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต (RBAC)
(ซ้าย) ภาพประชาสัมพันธ์ส่วนลดพิเศษเมื่อสมัครเรียนกันยกกลุ่ม โดย มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (SAU)

อันที่จริง ปัญหาเรื่องมหาวิทยาลัยเอกชนขาดนักศึกษานั้นก็เป็นปัญหาเรื้อรังก่อนหน้าวิฤตการณ์โควิดมาก่อนแล้วพักใหญ่ ๆ ด้วยเป็นผลมาจากแนวโน้มประชากรของประเทศนี้ที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ[v] จำนวนเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงส่งผลให้ให้จำนวนนักเรียนมัธยมมีน้อยลง จำนวนนักเรียนที่น้อยลงก็ส่งผลให้จำนวนนักศึกษาใหม่ที่สมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยมีจำนวนน้อยลงตามไปด้วย และแถมในจำนวนเด็กนักเรียนที่มีน้อยอยู่แล้วนั้น มหาวิทยาลัยเอกชนยังต้องแย่งชิงเด็กกับมหาลัยของรัฐ รวมไปถึงสถาบันอาชีวศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรปริญญาตรีอีกด้วย

จากสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีอยู่แล้ว เมื่อมาเจอกับสถานการณ์ของโควิด เลยเป็นเหมือนการเร่งความเร็วให้ทุกอย่างยิ่งฉิบหายลงไปอีก ในขณะที่มหาลัยเอกชนมีเก้าอี้ที่ว่างสำหรับนักศึกษาเหลืออื้อ แต่ตลกร้ายที่ครอบครัวของเด็กจำนวนมากไม่มีกำลังทรัพย์สินพอจะจ่าย ‘ค่าเทอม’ ให้เด็กได้เรียนต่อ

“เงินหมดกันทั้งคู่”

มหาวิทยาลัยเอกชนกำลังตกอยู่ในสภาวะขาดทุนอย่างหนัก และหนทางเดียวที่จะหนุนให้มหาลัยวิทยาลัยยังคงเปิดกิจการต่อไปได้คือการค่อยๆ ยุบสายวิชาที่ถูกมองว่าเมื่อจบออกมาแล้วไม่สามารถทำเงินได้อย่างสายวิชามนุษยศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ศิลปะ ศาสนา ปรัชญา ฯลฯ

ซึ่งการปิดตัวของสายวิชาเหล่านี้ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวอาจารย์ที่สอนเองด้วย คือเมื่อสายวิชาถูกทำให้ชะงักลง เหล่าอาจารย์ที่อยู่ในสถานะลูกจ้างของมหาวิทยาลัยก็จะไม่สามารถผลิตงานวิจัยเพื่อขอรับตำแหน่งทางวิชาการได้ทันตามสัญญาจ้างกำหนด[vi] (ที่ส่วนใหญ่มีเวลาเพียงแค่ 5 ปีเท่านั้น) เมื่อไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการของตัวเองได้ พวกเขาเหล่านี้ก็จะต้องสิ้นสภาพของอาจารย์มหาวิทยาลัย และกลายเป็นคนตกงานในที่สุด

มองต่อไปในระยะยาว หากสถานการณ์ยังคงรันอย่างนี้ต่อไปเรื่อย ๆ อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนมากจะต้องตกงาน ประการหนึ่งมันแสดงให้เห็นว่าวิกฤตการณ์โควิดได้สร้างความบอบช้ำทางเศรษฐกิจจนถึงขั้นที่แม้แต่คนจบปริญญาโทปริญญาเอกก็ยังไม่มีงานทำได้ ภาวะตกงานจะไม่ใช่แค่เรื่องของคนที่มีต้นทุนทางการศึกษาน้อยอีกต่อไป กับอีกประการหนึ่งที่ผู้เขียนอยากชวนให้มองต่อ ว่าถ้าหากนักวิชาการ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายสังคมศาสตร์) เหล่านี้ไม่ได้หน้าที่ของพวกเขาอีกต่อไป หากนักวิชาการจำนวนมากไม่ได้นำความรู้ที่ตัวเองสั่งสมร่ำเรียนมาใช้ตั้งคำถามต่อสังคมและผลิตงานวิจัยออกมา สังคมจะเกิดอะไรขึ้น?

“มองไปในระยะยาว เราจะไม่มีธนาคารทางความรู้และสติปัญญาที่สะสมไว้ในสังคมเราเองเลย”
“ถ้าคุณไม่สามารถหล่อเลี้ยงธนาคารทางปัญญาไว้ให้กับสังคมไทยได้ มันก็จะเป็นสังคมที่ไม่มีอนาคต”

คำผกา ได้ให้ความเห็นทิ้งท้ายเอาไว้เช่นนั้น…

โปรดติดตามตอนต่อไป


[i] VOICE TV. (16 มิถุนายน 2563). #inhereyes ประเทศนี้เน้นนายพล ไม่เน้นนักวิชาการ – YouTube. เข้าถึงได้จาก www.youtube.com: https://www.youtube.com/watch?v=ZjEKXnkh5Bc&list=PLvZq8jaJUgA1cPqRSjSnp4e2Npyz3_a1E&index=74

[ii] กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา. (17 มิถุนายน 2564). กสศ.สำรวจสถานการณ์เด็กหลุดออกนอกระบบหลังเปิดเทอมใหม่. เข้าถึงได้จาก www.eef.or.th: https://www.eef.or.th/news-eef-explore-children-falling-out-of-system-after-new-semester/

[iii] ประชาชาติธุรกิจ. (16 เมษายน 2563). ม.เอกชนโหนกระแสโควิดดึงนักศึกษา ลดค่าเทอม-หอพักฟรี-ทุน1แสน. เข้าถึงได้จาก www.prachachat.net: https://www.prachachat.net/education/news-450490

[iv] ประชาชาติธุรกิจ. (6 มิถุนายน 2563). ม.เอกชนแข่งดุส่อเจ๊งระนาว เรียนฟรี-มาเป็นแก๊งได้ลดเพิ่ม. เข้าถึงได้จาก www.prachachat.net: https://www.prachachat.net/education/news-474099

[v] ประชาชาติธุรกิจ. (28 พฤษภาคม 2561). ม.เอกชนส่อปิดตัวสูง หลังนักศึกษาลดฮวบ ! เข้าถึงได้จาก www.prachachat.net: https://www.prachachat.net/education/news-165748

[vi] PIRAPORN WITOORUT. (18 พฤศจิกายน 2562). อยากได้ผลลัพธ์แบบเวิลด์คลาส แต่สวัสดิการยังไปไม่ถึง : อาจารย์มหา’ลัยไทยใต้ความกดดัน. เข้าถึงได้จาก thematter.co: https://thematter.co/social/university-teachers-are-suffering/90996

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

Beings and Identities: A Vision from the World and Knowledge at the Edges of the Worlds

From Event: LONGTRUK Grant for Art 2020

Kengkij Kitirianglarp
Translated Thai to English by Polwach Beokhaimook

Questions about “the world” and “humans” are typical; not unlike what anthropologist Tim Ingold[1] asks whether humans are “inside” or “outside” the world. If humans are inside the world, how do we perceive the world as a holistic matter? Connotationally, how can the world be a space with a circular shape? If humans are outside the world, how can the aforesaid world mean a place or a space where humans live inside? Questions go on and on. Undeniably, these questions are based on metaphysical methods of thinking which serves humans as beings that exist through materiality as the world exists as if it was the only thing, or “the only world,” etc. Obviously, these methods of thinking act as fundamentals to think about our and other people’s ego and identities.

         It can be seen that debates on “the world” are important issues, especially among philosophers and anthropologists, in the academic area in the 21st century. These debates can be categorized into 2 degrees of questions. The first degree consists of debates on the existence of the world. Does the world exist? If it exists, how does it look like? Does it include or exclude anything? Etc. The second degree consists of debates on whether there is only one world or there are many worlds. Briefly, among the contemporary debates, Markus Gabriel[2] states that “the world does not exist,” according to him, if the world existed, everything else would not exist because the existence of everything else would merely be existing things or confirmed/supported by the only one world existence. Anthropologists Phillipe Descola[3] and Eduardo Viveiros de Castro[4] state that coming up with thoughts about the world is essential, according to them, the world didn’t exist formerly, but it was the beings who created the world (worlding) among the way they lived their lives. Anthropologist João de Pina-Cabral[5] states that the world had to exist before the beings, if without the realization or being within the world, the beings would not exist and would not cogitate on their and things’ existence. More than that, in these days, there are also several debates on the interaction between the world and the earth. These debates indicate that we can’t distinguish between the world and the earth anymore, especially in the midst of the crisis of the ecosystem[6]. After the publication of Earth Beings (2015) by Marisol de la Cardena[7], debates on the world have become crucial again as part of the revival of study of ontology among anthropologists.

         In the book A World of Many Worlds (2018), Marilyn Strathern comes up with a hypothesis, or a basic equation, about “many worlds” or the pluriverse[8] which directly challenges the philosophical method of thinking about “one world” or universe, where unus means “one.” In the scope of Western philosophy, there is only one world in the manner that there is only one truth in the world where the truth has its core and its apparent boundary, no matter if the truth is perceivable, unperceivable, or partially perceivable. He indicates that the method of thinking about one world or one truth is the base of what is called “knowledge” where, connotatively, knowledge means tools for accessing the truth, and the truth is loaded with perceivable things. Knowledge, in this aspect, can thus be seen from the object, where the object is the known, and can be seen from the subject, as knowledge is the means of accessing the truth in the one world. It is the concept about one world that is the condition for the duality between the subject and the object. There is only one truth within the object, but the knowledge that the subject uses to see the object can be various. This variety of how the subject sees the object transforms knowledge into “viewpoints” and epistemology where there are differences consistent with the viewpoints and the tools for accessing the truth. This is why the Western world is interested in the debates on epistemology or the way to find the knowledge. Without the method of thinking about one world, debates or discussions on the ways to find knowledge can’t therefore exist. In short, under this method of thinking, we have to assume the object to be still and that there is only one object, to make the ways to find knowledge hold different visions.

          However, ontology-based anthropologists conversely state that “there are many worlds.” This is where the rethinking about the status of knowledge begins. If there are many worlds, the knowledge or the concept in each world can’t be compared with the knowledge or the concepts in the other worlds which are different, since the knowledge in each world has its own domain which makes its things reasonable within itself. In this aspect, knowledge is singularity, rather than particularity, and means fragments of truth. In this way, if there are many worlds, there are therefore many sets of knowledge, and each set has its own value and life which can’t be reduced to comparisons with the knowledge in the other worlds in the manner of judging which is right or wrong, and good or bad.

          In this way, the subject and the object are not separate like what happens in the Western world regarding the duality. Rather, the subject and the object create each other specifically in their own ways. This means that we don’t separate ontology from epistemology, where ontology acts as the only truth in the worlds and epistemology acts as different visions toward the world, but rather the cause is how there are many worlds, and each world has its own truth that exists within its own domain.

          Nevertheless, although each world exists and has its own domain, each of them doesn’t exist without relations with the other worlds[9], more accurately, each of them is partially related to the other worlds. This is what Strathern calls partial connection[10]. In Donna Haraway’s[11] words, being related to the other worlds is creation or formation of beings rather than that beings come after the existence of each world. To say more precisely, there was neither world nor being which lived before the relations with the other worlds. To put more simply, there is no existence of a world that exists alone without relations to the other worlds. Although we have many different worlds, the difference or ontology of each world is always resulted from the interactions or contacts of that world with the other worlds. In this way, the interactions or contacts between each world contribute to world restitution, accompanied by how beings are things that form themselves on the “edges” of many worlds that converge each other.

          How each world exists with its own domain of knowledge makes knowledge transfers impossible on a conceptual scale, but relations between knowledge in different domains are, on the other hand, knowledge exchanges, where each set of knowledge or each world converges each other in the manner of divergence, especially at the edges of the convergence, where exchanges are formed while there are still differences. These edges of the convergence make knowledge non-holistic; not set by the core of the world, but rather dependent upon many worlds, or at least, two worlds at the same time where the knowledge can’t be reduced to what belongs to any one world. The convergence is the initial state of what is called pluriversal politics[12] which means worlds and beings that are formed by the convergence of several universes.

          Since knowledge differences are resulted from differences between worlds, the knowledge differences can’t thus be seen as differences between different kinds of epistemology, but rather as differences of various beings. The edge of the worlds where various beings converge makes the beings different, and at the same time they are chained together in the manner that each specific being is dependent on many worlds simultaneously. For instance, the system of kinship in anthropology which indicates the difference between the statuses of a brother-in-law and a brother (being in brotherhood). Normally, someone considered a brother must be in the same world or the same family as his brother’s. Therefore, brother must be resulted from the same place, or at least, under the same set of rules that make both brothers to each other. But a brother-in-law has a different status; he is dependent upon two families or different groups of kinship, but those two are connected. When a person becomes a brother-in-law, he would be dependent upon at least two groups of kinship at the same time. We can’t completely specify which world or group of kinship he is exactly in, but he stays at the edges of two groups of kinship that converge each other. Consequently, a brother-in-law’s status is not a transfer from one group to another, but instead, an exchange. This makes him stand on two worlds simultaneously, rather than hold a status as an absolute individual with a boundary within himself. A brother-in-law therefore holds a state that is between two things. The status reforms on the convergence between worlds. This makes the existence of being a brother-in-law unable to be reduced to completely be a part of a world. Rather, the status is a state of existential indeterminacy which means a state of the unknowing, in accordance with Marshall Sahlins’s[13] statement: kinship is “mutuality of beings” where a being is not absolute within itself.

         If we begin at the edges which are the convergence as the beginnings of things. These edges are thus not in a state of negation where otherness is pushed away, but rather, they are the beginnings which lead to extensions, creation, and becoming of various beings. A non-negation state that depends on many worlds all at once thus means that it is generation which connects many worlds together in the manner that it is irreducible to merely a world, at the same time, the differences of many worlds are able to build unity. This paradox, with one side is creation of differences and the other side is connection, makes many worlds form relations where these relations can’t be reduced to those conforming to norms or sets of interactions normally. Strathern calls them non-relational relations[14] which mean relations where one side of them can’t be dissolved or reduced to one that depend on the other side or the totality of relations. However, the relation duo still maintain itself, and concurrently, a portion of each side is also part of another. 

         If beings form through the convergence that depends on many worlds simultaneously, the “thing” can’t then be understood as the “thing-in-itself,” but the condition to define a being is, conversely, a matter of how it always is even another thing. The state of being, or the beings, as mentioned, are therefore both being and unbeing which exist simultaneously within themselves; like when we specify one of them as one, but actually it is one of the others at the same time. Obviously, “one of the others” aforementioned is one of the others which stays both within and without beings all at once. This thing is thus not a state of “the outside,” but stays “between” the outside and the inside. All things considered, there is no outside “or” inside, but rather, always the outside “and” the inside.

         The indication above makes creation of knowledge about beings formed by the pluriversal convergence/interrelations/collisions not as effective as descriptions of that thing’s properties. It is, on the other hand, a matter of infinite redescriptions[15], for the reason that no matter how much we describe the properties of that thing, it is never ever complete. What should be brought up is that the word “property” itself means both a characteristic and a possession. Clearly, a certain identity is based on a categorization through a particular specification of properties (characteristics), but the properties (characteristic) are also properties (possessions) that that identity or ego possesses. Glorifying an identity as if it existed variously among other identities doesn’t lead us to deconstruction of dualist binary oppositions. Instead, variety of identities are formed through accepting binary oppositions as origins of having various identities.

         Putting it most briefly, while identity politics leads us to variety of being, but that variety is set on the beginning, that is sameness/one world. In contrast, revolution politics starts from variety and leads to creation of universal sameness. This is why the identity politics gets along well with capitalism. It is an antithesis of/a reaction to political liberation.

         Speaking epistemologically, a demand to abandon the completeness of epistemology or knowledge, and rather to indicate the unknowing, is a state that leads to formation of knowledge that is forever incomplete, because we neither know nor gain knowledge in the same way people in the other worlds do. That unknowing is a state of creation of things in an ontological sense. This creates many possibilities of being or beings, including many possibilities of the knowledge itself.  In this aspect, pluriversal politics is an invitation for us to return to the first equation of the Western world about “one world” by offering a challenging notion that “there are many worlds,” inverting the relation between ontology and epistemology, changing the notion that there is one world but there are many sets of knowledge, into the notion that there are many worlds but the formed knowledge is singularly specific within itself. Herein, the pluriversal politics therefore directly challenges and conflicts with the domination of the power of the Western world which creates itself under the one world state. This is to expose the limitation of the Western world and make the other worlds able to appear without having to be universal. Consequently, their states can be both plural and singular at the same time. This indication of “edges,”[16] which mean specificity or the specific domain of each world, provides space to exchange knowledge of each world and create new worlds that stay on the edges of the convergence of many worlds.

         In conclusion, “the world” didn’t exist formerly and singularly. It rather exists through beings and relations between many worlds at the same time. Likewise, beings themselves didn’t exist formerly and metaphysically. They rather form through convergence of countless worlds that overlap each other. Therefore, beings are not absolute within themselves, but rather about relations that are infinite. When beings are infinite, consequently, they are always related to other beings. Accepting that beings or ego are not absolute within themselves makes the state of being open and ready for exchanges. An open state like this holds resistance to covering power, especially governmental power, religious power, and academic power which tend to establish boxing and framing categorization, and also impose identities on things through inflexible characterization. Beings, herein, are thus different and can’t be reduced to identities. They, rather, are a space/a hollow which exists within an area in the midst of top-to-bottom references to identities. As a result, beings aren’t a state of males “or” females (… or …) binary oppositions, but rather, beings are singular, where they are both males “and” females “and” others (… and … and …) infinitely within themselves.


[1] Tim Ingold, “Globes and Spheres: The Topology of Environment” in The Perception of Environment (London and New York: Routledge, 2000), pp. 209-218.

[2] Markus Gabriel, Why the World Does Not Exist (Cambridge and Malden: Polity, 2016)

[3] Phillipe Descola, Beyond Nature and Culture (Chicago and London: University of Chicago Press, 2013)

[4] Deborah Danowski and Eduardo Viveiros de Castro, The Ends of the World (Cambridge and Malden: Polity, 2016)

[5] João de Pina-Cabral, World: An Anthropological Examination (Chicago: HAU, 2017)

[6] To exemplify, Timothy Morton, Hyperobjects: Philosophy and Ecology After the End of the World (Minneapolis and London: University of Minnesota Press, 2013)

[7] Marisol de la Cardena, Earth Beings: Ecologies of Practice Across Andean Worlds (Durham and London: Duke University Press, 2015)

[8] Marilyn Strathern, “Opening Up Relations” in Marisol de la Cadena and Mario Blaser eds., A World of Many Worlds (Durham and London: Duke University Press, 2018), pp. 23-52.

[9] Marilyn Strathern, Relations: An Anthropological Account (Durham and London: Duke University Press, 2020)

[10] Marilyn Strathern, Partial Connections (Oxford: Altamira Press, 2004)

[11] Donna Haraway, “The Companion Species Manifesto” in Manifestly Haraway (Minneapolis and London: University of Minnesota Press, 2016), pp. 91-198.

[12] Marilyn Strathern, “Opening Up Relations” in A World of Many Worlds, p. 28. See more in Arturo Escobar, Designing for the Pluriverse: Radical Interdependence, Autonomy, and the Making of Worlds (Durham and London: Duke University Press, 2018)
[13] Marshall Sahlins, What Kinship Is-And Is Not (Chicago: University of Chicago Press, 2013)

[14] Marilyn Strathern, “Opening Up Relations” in A World of Many Worlds, p. 40. Works by Object-Oriented Ontology philosophers also rely on this concept to describe this kind of relations. See Levi Bryant, The Democracy of Objects (Ann Arbor: Open Humanities Press, 2011), pp. 67-86.

[15] Marilyn Strathern, “Re-describing Society” in Commons and Borderlands: Working Papers on Interdisciplinarity, Accountability and the Flow of Knowledge (Oxon: Sean Kingston, 2004), pp. 87-100.

[16] See more about the concept of “edges” which are complexly developed in Edward S. Casey, The World on Edge (Indiana University Press, 2017)

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ลาวเทมโพรารี่ ผีบุญ และหมุด63

LONGTRUK: Openlab #14

บทความโดย ผิว มีมาลัย

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องราวของเดวิด สเตร็คฟัสส์ ชายผู้ปฏิเสธแนวคิดอนุรักษ์นิยมขวาจัดในสหรัฐอเมริกาสมัยโรนัลด์ เรแกน เป็นประธานาธิบดี ได้หนีสงครามเย็นมาใช้ชีวิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยอย่างถาวรในฐานะนักวิชาการอิสระ โดยทำการศึกษากฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ของประเทศต่าง ๆ และหนึ่งในนั้นคือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสภาการแลกเปลี่ยนทางการศึกษาระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย (Council on International Educational Exchange: CIEE) เรื่องของเขากลายเป็นประเด็นทางสังคมที่ถูกตั้งข้อสังเกตถึงสาเหตุการถูกระงับวีซา และให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อผลักดันออกนอกประเทศด้วยข้อกล่าวหาปรัมปราว่าด้วย CIA

ในปี 2537 เดวิดได้พบกับ ชาร์ลส์ เอฟ คายส์ พ่อใหญ่ผู้ขบถแห่งคอร์แนลสคูล นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านอีสานศึกษา ผะหยารู้ลึกซึ้งและรู้จักอีสานดียิ่งกว่านักการเมืองทั้งหลายในสภา ในฐานะเป็นที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา และคายส์ยังเป็นผู้ผลักดันให้เดวิดได้หวนกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในฐานะผู้อำนวยการสภา CIEE จังหวัดขอนแก่น ต่อมาเขาได้ร่วมกับนักพัฒนาเอกชนของไทยทำงานโครงการภาคประชาสังคมกลุ่มสมัชชาคนจนในภาคอีสาน ร่วมกัน ขับเคลื่อนและคัดค้านกรณีสร้างเขื่อนปากมูลและประเด็นอื่นๆ ทางสังคมอันเป็นประโยชน์ต่อชุมชนอีสานอีกหลายโครงการ

เดวิด สเตร็คฟัสส์ ที่มาภาพ: The Isaander

ชาร์ลส์ เอฟ คายส์ ที่มาภาพ: https://digital.lib.washington.edu/researchworks/handle/1773/17958

เดวิด สเตร็คฟัสส์ มิใช่นักวิชาการคนแรกที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐไทยสมัยใหม่ ผลจากการจัดกิจกรรมลงพื้นที่ และเข้าพูดคุยกับคนกลุ่มต่าง ๆ ในภาคอีสานของเขา ได้ถูกรวบรวมออกมาเป็นหนังสือประวัติศาสตร์เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษา และจัดทำรายงานเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและวัฒนธรรมโดยศึกษาเปรียบเทียบกับต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเอกสารที่รัฐไทยสมัยใหม่ต้องการปกปิดบิดเบี้ยว เพื่อต้องการให้อีสานยึดโยงหรือเป็นไปตามแนวทางที่กรุงเทพฯอยากให้เป็น อัตลักษณ์ความภาคภูมิใจในความเป็นคนอีสานหรือคนลาวนั้นมีต้นทุนที่ต้องจ่าย ปรีดี พนมยงค์ พยายามให้ข้อเสนอและยอมรับความหลากหลายของผู้คน และย้ำเตือนว่าความเป็นคนอีสานหรือคนลาว จะถูกยอมรับเพื่อสร้างหลักประกันว่ากรุงเทพฯกับอีสานนั้นเท่าเทียมกัน 

หากในทางปฏิบัติ เรายังพบกรณีการปิดกั้นความทัดเทียม ระหว่างภูมิภาคกับศูนย์กลางอำนาจของกรุงเทพฯ ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทุกอณูในชีวิตประจำวันและทุกภูมิภาคโดยดูได้จาก GDP การพัฒนาซึ่งศูนย์กลางอย่างกรุงเทพฯสูบกินไปมากกว่า 70% ของเศรษฐกิจมวลรวม ซึ่งเป็นทั้งกับดักและโครงสร้างที่กรุงเทพฯครอบครองไว้ โดยเฉพาะภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่ได้เงินน้อยกว่าที่ผลิตจาก 20% พวกเขาได้เงินสนับสนุนงบประมาณเพียง 6% เท่านั้น ความยากจนของคนอีสานอาจเป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐสมัยใหม่ล้อเล่นกับโชคชะตาของผู้คน ด้วยการกดทับอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของพวกเขาให้จำนนต่อชุดความคิดที่ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นใหม่ โดยไม่ยอมให้คนอีสานหรือคนลาวปรากฏในพื้นที่รัฐชาติ

  • อัตลักษณ์และพื้นที่

คำว่า ลาว เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาวหรือชนชาวอีสาน ที่มีหลักแหล่งอยู่ฝั่งขวาแม่น้ำโขง ส่วนคำว่าอีสานเป็นประดิษฐ์กรรมของรัฐไทยสมัยใหม่ ถือกำเนิดขึ้นในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ธีรพงษ์ กันทำ, 2559: 323)  เพื่อใช้เรียกพื้นที่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยซึ่งมีกรุงเทพฯเป็นศูนย์กลาง นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 เป็นต้นมา บริเวณที่เคยเป็นมณฑลต่าง ๆ ในอีสานได้ถูกสถาปนาเป็นภาคอีสานมาจนปัจจุบัน หากวิเคราะห์วาทกรรม (discourse analysis) ตัวตนหรืออัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ (ethnic identity) คำว่า ลาว อีสาน และกลุ่มชาติพันธุ์ ไทย-ลาว จึงหมายถึงกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย พูดภาษาลาว หรือที่ทางราชการเรียกว่าภาษาอีสาน (สมหมาย ชินนาค, 2546:1) 

กรณีศึกษาคำว่าลาวเมื่อพิจารณาผ่านภาษาศาสตร์และภูมิศาสตร์ สามารถแบ่งได้เป็นสองกรณีกล่าวคือ คำว่าลาวที่ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์ และคำว่าอีสานที่ใช้เรียกพื้นที่ โดยถูกกำหนดให้ใช้เรียกเหมารวมทั้งกลุ่มชนและพื้นที่ ในผลงานวิจัย อีสานนิยม: ท้องถิ่นนิยมในสยามประเทศไทย ของ ชาร์ลส์ เอฟ คายส์ ระบุว่าคนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้คำว่า “อีสาน” เพิ่มมากขึ้น แสดงถึงสำนึกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของภูมิภาค/ชาติพันธุ์ ที่สะท้อนถึงการดำรงอยู่ของความไม่ลงรอยทางความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยและอีสาน อีสานจึงมิใช่พื้นที่ทางกายภาพหรือพื้นที่ทางธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นพื้นที่ทางสังคม และพื้นที่ในจินตนาการในขณะเดียวกัน (ธีรพงษ์ กันทำ, 2559: 309) 

อีสานเป็นคำที่หยิบยืมมาจากภาษาสันสกฤต สะกดว่า อีศาน หมายถึง นามพระศิวะ ผู้เป็นเทพยดาประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ คำว่าอีศานมีปรากฏในประวัติศาสตร์ราว พ.ศ. 1000 ในชื่อรัฐว่า อีศานปุระ ฝ่ายไทยยืมรูปคำมาจากบาลีเขียนว่า อีสาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีพบการตั้งบ้านเมืองในดินแดนอีสานตั้งแต่พุทธศตวรรษ 24-25 หรือตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีเมืองต่างๆ เกิดขึ้นมากกว่า 100 เมือง ชาวอีสานมีพื้นเพมาจากคนหลายกลุ่มตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ชาติพันธุ์หลากหลายในภาคอีสานประกอบด้วย ลาว ภูไท ไทดำ ไทกุลา กูย เขมร ไทญ้อ ไทโส้ ไทแสก ไทข่า และไทกะเลิง รวมทั้งชาวจีน เวียดนาม อินเดีย หรือเชื้อชาติอื่น ๆ ที่อพยพเข้ามาแต่ครั้งโบราณกาล หรืออพยพเข้ามาใหม่หลังสงคราม 

กลุ่มชาติพันธุ์ลาวเป็นกลุ่มที่มีประชากรมากที่สุด และถือว่าเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในอีสาน ด้วยอาศัยพื้นฐานทางนิรุกติศาสตร์และประวัติศาสตร์ (อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล, 2544: 1) จิตร ภูมิศักดิ์ ได้เสนอข้อคิดเรื่องวิวัฒนาการและความหมายของคำว่า ไท และ ลาว เพื่ออธิบายกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาวที่ตั้งหลักแหล่งบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ว่ามีความแตกต่างทางวัฒนธรรมกับกลุ่มคนไทที่อาศัยในบริเวณลุ่มนํ้าเจ้าพระยา ซึ่งได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมขะแมร์กับมอญ สร้างวัฒนธรรมที่มีลักษณะประจำชุมชนอันโดดเด่น กล่าวคือ อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ (สุธิดา ตันเลิศ, 2558: 90) 

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศสประจำแคว้นลาวได้รีบเร่งขบวนการสร้างรัฐชาติแบบใหม่โดยมุ่งการแบ่งแยกคนลาวสองฝั่งแม่นํ้าโขง และการปลูกจิตสำนึกรัฐประชาชาติสมัยใหม่ขึ้น ยังผลให้คำว่า ”ลาว” มีความหมายเชิงปฏิปักษ์ต่อความมั่นคงของรัฐ ในเวลาต่อมารัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยม ฉบับที่ 3/2482 โดยให้เปลี่ยนคำเรียก ไท-ลาว เป็น ไทยอีสาน เช่นเดียวกับคำว่า ไท-มาลายู ให้เปลี่ยนเป็น ไทยมุสลิม ในคราวเดียวกัน เพื่อปรับความสัมพันธ์ภายในสังคมผ่านการสร้างจินตนากรรมทางสังคม หรือที่ เบน แอนเดอร์สัน เรียกว่า ชุมชนจินตกรรม ซึ่งก่อกำเนิดและแพร่ขยายความคิดชาตินิยม 

มีคำอธิบายไว้ในสุนทรพจน์ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2482  ความว่า “รัฐนิยมคือหลักที่คนไทยทั้งชาติได้กำหนดนัดหมายว่าจะประพฤติเหมือน ๆ กัน… ” (ณรงค์ พ่วงพิศ, 2545: 21) จิตร ภูมิศักดิ์ มีทัศนะแย้งต่อแนวคิดดังกล่าวอย่างที่สุด เขาคัดค้านการผูกขาดการเรียนประวัติของชนเชื้อชาติเดียว ภูมิภาคเดียว โดยตัดประวัติของชนชาติอื่น และภูมิภาคอื่นทิ้งว่าเป็นสิ่งที่อันตราย และมองว่าเอกภาพของสังคมไทย และผืนแผ่นดินนี้ควรต้องประกอบสร้างขึ้นจากหลากภูมิภาค และหลายชนชาติ ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม (cultural diversity) (สุธิดา ตันเลิศ, 2558: 102) เป็นทุนเดิม

ที่มาภาพ: https://www.silpa-mag.com/history/article_41612

กรณีศึกษาวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 มีผลต่อความเข้าใจในการอุบัติขึ้นของภูมิกายาหรือตัวตนทางกายภาพของสยามและประเทศไทยในเวลาต่อมา จากมโนภาพและแบบแผนการปฏิบัติทางภูมิศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านสยามในกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่ จึงสัมพันธ์กับการเกิดขึ้นของการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบใหม่ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นประวัติศาสตร์สยามหลังการปฏิวัติ 2475 ได้ถูกสร้างและผลิตซ้ำโดยการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับการฟื้นฟูยุคทองของสุโขทัย (ธงชัย วินิจจะกูล, 2554: 17) ด้วยการเกาะเข้าไปในหลักศิลาจารึก เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ชนชั้นนำในการปกครองแบบพ่อปกครองลูก จนกระทั่งมันกลายเป็นสำนึกและมโนทัศน์ที่ครอบงำสังคมไทยมาอย่างยาวนานจากสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2500 จนถึงปัจจุบัน

ปัญญาชนรุ่นบุกเบิกด้านประวัติศาสตร์ได้เสนอวิธีการศึกษา และมโนภาพใหม่ในการประกอบสร้างอดีตเช่นเดียวกับภูมิศาสตร์และความรู้แขนงอื่นๆ อดีตที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ได้สะท้อนความบิดเบี้ยวแตกหักจากความคิดเดิมของคนพื้นเมืองที่มีต่ออดีต (ธงชัย วินิจจะกูล, 2554: 54) การที่ภูมิศาสตร์สมัยใหม่เข้าไปแทนที่ภูมิศาสตร์พื้นถิ่น คือการประดิษฐ์สร้างความสัมพันธ์ของหน่วยทางพื้นที่ที่ต่อเนื่องเป็นผืนเดียวและเป็นปึกแผ่น ขณะที่ประวัติศาสตร์ของศูนย์กลางอำนาจทำให้เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เป็นตัวแทนของทั้งหมด 

แนวคิดภูมิศาสตร์มนุษยนิยมได้เสนอมโนทัศน์ อันเป็นหนทางต่อการทำความเข้าใจของมนุษย์ กับสถานที่ (Place) ซึ่งถูกใช้ในความหมายของการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ ความทรงจำ และปฏิสัมพันธ์อื่นๆ ในชีวิต ซึ่งหมายรวมถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่มีต่อพื้นที่ (Space) ในทัศนะของ ทิม เครสเวล  (Tim Cresswell b. 1965-) ประสบการณ์ของมนุษย์ที่มีต่อสถานที่หรือพื้นที่ คือสิ่งที่สร้างอัตลักษณ์และความสำคัญโดยตรงแก่ตัวมัน พูดอีกอย่างก็คือจิตวิญญาณของสถานที่เกิดจากพฤติกรรมและการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเอง โดยมีโครงสร้างทางสังคม ประเพณีและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่เป็นตัวกำหนด

ในกรณีเช่นนี้ ยี ฟู ตวน (Yi Fu Tuan b. 1930-) ได้เสนอนิยามเรื่องสถานที่และพื้นที่ไว้อย่างน่าสนใจสองนัยยะ กล่าวคือ สถานที่แสดงออกถึงความมั่นคงปลอดภัย ส่วนพื้นที่แสดงออกถึงเสรีภาพ ไม่ว่ามนุษย์จะคำนึงถึงพื้นที่ในลักษณะใด ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่อคติ พื้นที่และสถานที่แห่งมายาคติ เวลาในพื้นที่แห่งประสบการณ์ หรือความเกี่ยวโยงทางวัฒนธรรมที่มีต่อพื้นที่ ซึ่ง ตวน มองว่ามนุษย์จะยึดโยงตนเองในด้านหนึ่งและถวิลหาอีกด้านหนึ่งเสมอ  มันแสดงออกถึงความปรารถนาของมนุษย์ที่ต้องการการปกป้องจากรัฐ ในขณะเดียวกัน มนุษย์ก็ยังต้องการอิสรภาพในการสื่อสารและแสดงออก 

หากพิจารณาประเด็นภูมิศาสตร์ตามแนวทางดังกล่าว จะเห็นว่ามีความเชื่อมโยงสัมพันธ์ต่ออัตลักษณ์อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ในทางสังคมวัฒนธรรมอัตลักษณ์ถือเป็นลักษณะเฉพาะทางวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งสืบทอดจากบรรพบุรุษและมักถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมกระแสหลักของผู้มีอำนาจสูงกว่า ปัจจุบันแนวคิดท้องถิ่นภิวัฒน์ได้พัฒนาความสัมพันธ์และเปลี่ยนผ่านความเป็นโลกาภิวัตน์ โลกไร้พรมแดนจึงต้องอาศัยท้องถิ่นหรือพื้นที่เฉพาะเท่านั้นที่เป็นที่อยู่และที่ยืนให้กับกระแสโลก ดังนั้นท้อง ถิ่นนิยมกับโลกาภิวัตน์นิยมจึงควรได้รับการพิจารณาในฐานะที่เป็นองค์รวมในลักษณะ Glocalization[1] 

กระแสท้องถิ่นภิวัฒน์จึงไม่ใช่การโหยหาวันวานหรือการกลับคืนสู่อดีต เสรี พงศ์พิศ อธิบายปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า คือกระบวนการต่อรองและตอบโต้อคติของรัฐที่มองข้ามศักยภาพของชุมชนท้อง ถิ่น เป็นการวิเคราะห์วาทกรรมและแนวคิดเรื่องของอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และการเมืองเรื่องพื้นที่ (สมหมาย ชินนาค, 2546: 1) โดยการสืบสาวค้นหาความหมายอันบูรณาการอยู่ในวิถีชุมชน นำมาปรับประยุกต์เพื่อสืบทอดคุณค่าเหล่านั้นอย่างเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันที่แตกต่างไปจากอดีต (เสรี พงศ์พิศ, 2547: 16) 

___________________________

[1] Glocalization เป็นคำสมาสระหว่าง Globalization และ localization  ซึ่งปรากฏขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 80 ในวารสาร  Harvard Business Review หัวข้อในการประชุมสัมมนา ในปี 1997 เรื่อง โลกาภิวัฒน์และวัฒนธรรมชนพื้นเมือง นักสังคมศาสตร์ อย่าง Roland Robertson ระบุว่า Glocalization หมายถึงการซ้อนกันในเวลาเดียวกัน การมีสถานะที่ปรากฏร่วมกันทั้งในเชิงการทำให้เป็นสากลและการจำเพาะเจาะจง (ดูรายละเอียดใน https://en.wikipedia.org/wiki/Glocalization)


แผนที่ indochine ที่มาภาพ: http://www.payer.de/thailandchronik/chronik1941.htm
 

วาทกรรม (Discourse) เรื่องความเป็นลาว (being Loa) และการสร้างความเป็นอื่น (Being other) ถูกประดิษฐ์สร้างและผลิตซ้ำในสังคมไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาในฐานะถูกดูแคลน   ชุด

นิยามภายใต้วาทกรรมนี้มีอยู่อย่างกำกวม สามัญทัศน์และจินตภาพที่มีต่อชาติพันธุ์ไทย-ลาว เป็นส่วนเสี้ยวของชุดวาทกรรมที่ไม่มีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน แต่ละชุดของวาทกรรมมีความแตกต่างและหลากหลาย ตามทัศนะของ Michel Foucault ได้อธิบายถึงประเด็นที่ไม่อาจมองข้ามในการศึกษาวาทกรรมประเด็นหนึ่งคือ เรื่องของวาทกรรมกับอำนาจ เขามองว่าวาทกรรมคืออำนาจที่จะต้องถูกยึดกุม แต่วาทกรรมก็มิใช่ตัวอำนาจโดยตรง 

วาทกรรมเป็นรอยต่อระหว่างอำนาจกับความรู้ วาทกรรมยังทำหน้าที่ตรึงสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น ให้ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง (Valorize) และกลายสภาพเป็นวาทกรรมหลักของสังคม (Dominant Discourse) ขณะเดียวกันวาทกรรมยังทำหน้าที่เก็บกด ปิดกั้นมิให้เอกลักษณ์ความหมายบางอย่างปรากฏ (Subjugate) หรือไม่ก็ทำให้เอกลักษณ์และความหมายบางสิ่งที่เคยดำรงอยู่ก่อนในสังคมเลือนหายไปได้พร้อมๆ กัน (Displace) วาทกรรมจึงเป็นมากกว่าเรื่องของภาษาหรือเพียงคำพูด แต่มีภาคปฏิบัติการ (Discursive Practice) ที่ทรงพลังและขยายตัว วาทกรรมคือระบบและกระบวนการในการผลิต/สร้าง (Constitute) เอกลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) ให้กับสรรพสิ่งต่าง ๆ ในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความจริง อำนาจ หรือตัวตนของเราเอง (ออมสิน บุญเลิศ, 2552: 110)

หมอลําโสภา พลตรี กบฏผู้มีบุญอีสาน บ้านสาวะถี
ที่มาภาพ https://annop.me/7210/

วาทกรรมว่าด้วย “ความเป็นลาว” คือจินตภาพที่ถูกประกอบสร้างขึ้นใหม่จากรัฐไทย เป็นสนามของการต่อรองตอบโต้ด้วยอำนาจในฐานะตัวแสดงหรือผู้กระทำ (Agency) ตลอดช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ (Modern State) รัฐไทยไม่สามารถควบคุมผู้คนและสำนึกความเป็นลาวได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จากกรณีศึกษากบฏผู้มีบุญในภาคอีสานหลายครั้ง นับแต่กบฏบุญกว้าง ปี พ.ศ. 2242 ในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา ถึงกบฏศิลา วงศ์สิน ปี พ.ศ. 2502  ได้เกิดกบฏผู้มีบุญขึ้นในภาคอีสานถึง 9 ครั้งได้แก่กบฏเชียงแก้ว พ.ศ. 2334 ในสมัยรัชกาลที่ 1 กบฏสาเกียดโง้ง พ.ศ. 2360 ในสมัยรัชกาลที่ 2 กบฏสามโบก ประมาณ พ.ศ. 2442-44 กบฏผู้มีบุญอีสาน พ.ศ. 2444-45 ในสมัยรัชกาลที่ 5  กบฏหนองหมากแก้ว พ.ศ. 2467 ในสมัยรัชกาลที่ 6 กบฏหมอลำน้อยชาดา พ.ศ. 2479 กบฏหมอลำโสภา พลตรี พ.ศ. 2483 ในสมัยรัชกาลที่ 8 กบฏศิลา วงศ์สิน พ.ศ. 2502 ในสมัยรัชกาลที่ ๙ เรื่อยมาจนถึงกบฏผู้มีบุญในปี พ.ศ. 2557 กับบทบาทแกนนำการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจากภาคอีสานในกรุงเทพฯ

เราพบว่ามีความพยายามในต่อรองอำนาจศูนย์กลางของกรุงเทพฯ ตลอดรัชสมัยแห่งการปฏิรูปจักรี การขับเคลื่อนเรียกร้องความเสมอภาคจากการถูกเอารัดเอาเปรียบมิได้เกิดในภูมิภาคอีสานเท่านั้น แต่กระจายไปในหลาย ๆ ภูมิภาคเช่น กบฏสาเกียดโง้ง ปีพ.ศ. 2358 กบฏพญาปราบ ปีพ.ศ. 2432 กบฏเงี้ยวเมืองแพร่ ปีพ.ศ. 2445 และกบฏผู้มีบุญภาคใต้ ปีพ.ศ. 2452-2454 และตัวอย่างการก่อการกบฏเฉพาะในภาคอีสานระหว่างปี พ.ศ. 2444-2445 เพียงปีเดียวมีผู้ตั้งตัวเป็น “ผู้มีบุญ” ถึง 60 คน กระจายอยู่ถึง 13 จังหวัดในภาคอีศาน ได้แก่ อุบลราชธานี 14 คน ศรีสะเกษ 12 คน มหาสารคาม 10 คน นครราชสีมา 5 คน กาฬสินธุ์ สุรินทร์ จังหวัดละ 4 คน ร้อยเอ็ด สกลนคร จังหวัดละ 3 คน ขอนแก่น นครพนม อุดรธานี ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ จังหวัดละ 1 คน 

หลังกบฏปี พ.ศ. 2444 เป็นต้นมาส่งผลให้รัชกาลที่ 5  และรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กรุงเทพฯ มุ่งความสนใจในการควบคุมราษฎรโดยเฉพาะภาคอีสานมากยิ่งขึ้น ด้วยการก่อตั้งสถานีตำรวจภูธรแห่งแรกในประเทศไทย สร้างนโยบายด้วยปฏิรูปการศึกษาให้มีหลักสูตรเดียวกันกับกรุงเทพฯ ลบเลือนประวัติศาสตร์และคติชนวิทยารวมถึงขนบความเชื่อต่าง ๆ และการออกพระราชบัญญัติห้ามมิให้ใช้คำว่า ไท-ลาว รวมถึงคำว่าไท-มาลายู อีกต่อไป 

ด้วยเหตุนี้สามัญทัศน์และจินตภาพเรื่องชาติพันธุ์ไท-ลาว ต่ออำนาจศูนย์กลางในกรุงเทพฯ จึงปรากฏในลักษณะชั่วครั้งชั่วคราวไม่ปะติดปะต่อเป็นเส้นตรง ด้วยพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ซึ่งถูกอธิบายภายใต้กลไกของกรอบความคิดแบบรัฐประชาชาติ (Nation-State) ซึ่ง ธงชัย วินิจจะกุล เรียกว่าประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม (Royal-nation history) ที่สืบทอดมาจวบจนปัจจุบันคนหนุ่มคนสาวได้ปักหมุดหมายทวงถามความหมายของชาติว่าคืออะไร และทำไมผู้เห็นต่างจากรัฐจึงถูกมองว่ามีความเป็นไทยบกพร่อง ความพยายามของชนชั้นนำและผู้ครองอำนาจที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยม ไม่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง พวกเขาพยายามฉุดรั้งโครงสร้างหรือเรือนร่างอันผุกร่อนของเรือผี เพียงเพื่อรักษาความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าบ้านเมืองร่มเย็นได้เพราะพระบริบาล

กบฏผู้มีบุญในภาคอีสาน เป็นต้นแบบของการเรียกร้องอัตลักษณ์ความแตกต่างที่เท่าเทียม ด้วยความเห็นที่ว่าชาติคือประชาชนซึ่งไม่จำเป็นต้องมีอัตลักษณ์ร่วมกัน คิดเหมือนกัน มีอะไร ๆ เหมือน ๆ กัน หากมีบางเรื่องที่ทำให้คนมาอยู่รวมกันปฏิสัมพันธ์กัน โดยมีการติดต่อแลกเปลี่ยนกันและมีบางเรื่องที่แตกต่างกัน ในความหมายของนักหลากหลายนิยมตามทัศนะของ ควาเม่ แอนโธนี อัปไปอาห์ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันหรือความบีบคั้นให้จงรักภักดีต่ออัตลักษณ์ ภายใต้คำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐเกี่ยวกับความเป็นThainess นั้นมีความสุ่มเสี่ยงให้เกิดความขัดแย้งเป็นอันตรายเพราะไม่สามารถยืดหยุ่นได้

มันเป็นเพียงเครื่องมือหลักในการควบคุมคนในสังคม ให้มีความปรารถนาไปในทิศทางที่ชนชั้นนำและรัฐกำหนดเพื่อประโยชน์ต่อการปกครอง ความน่าสนใจในประเด็นนี้อยู่ที่ว่าแม้จะมีการเปลี่ยน แปลงการปกครองจากระบอบสมบรูณาญาสิทธ์ราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยแล้วเกือบ 100 ปี แต่ความปรารถนาของชนชั้นนำในสังคมไทยกลับไม่เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับคนชั้นกลาง(ล่าง)และคนรากหญ้า แถมยังถูกผลิตซ้ำและตอกย้ำความปรารถนาแบบเก่าๆ ที่ดำรงอยู่และไม่พยายามเรียนรู้เพื่อชำระประวัติศาสตร์ โดยปล่อยให้อัตลักษณ์ที่แตกต่างเกิดความทัดเทียมเสมอกัน

                  จากปรากฏการณ์ที่คนหนุ่มคนสาวได้ปักหมุดหมายทวงถามความหมายของชาติว่าคืออะไร และต้องการเพิ่มเพดานให้สูงขึ้น หลายต่อหลายคนอ้างอิงผู้มีบุญอีสาน ผีบุญเสื้อแดง หรือดวงวิญญาณ 99 ศพที่วัดปทุมวนาราม เกิดเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในชื่อเรียกอีกมากมายเพื่อการรวมตัวกันปฏิบัติการเรียกร้องความยุติธรรมความเสมอภาคความเท่าเทียม และต้องเป็นประชาธิปไตย เราจะเห็นได้ว่าคนหนุ่มคนสาวหลายต่อหลายคนออกมาประกาศยื่นข้างคนเสื้อแดงแสดงความเห็นอกเห็นใจ ออกมาขอโทษคนเสื้อแดงที่เคยเข้าใจผิดพวกเขา และอีกหลายคนออกมาสานต่ออุดมการณ์ของผีบุญ เช่นผีบุญยกเลิก112 ผีบุญแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ผีบุญขอนแก่นพอกันที ผีบุญนักเรียนเลว ฯลฯ

วาทกรรม ‘ความเป็นไทย’ หรือธงแห่งความเป็นคนดี ของอนุรักษ์นิยมฝ่ายขวาซึ่งถูกชูด้วยกลุ่มชนที่ได้เปรียบเพื่อใช้กดเหยียดชนชั้นล่าง ๆ ในประเทศ เคยก่อให้เกิดการเข่นฆ่านองเลือดในการต่อต้านกระบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้ายใน 6 ตุลาคม 2519 และสงครามประชาชน(ผกค.)ที่ลุกลามอยู่ในพื้นที่มากกว่า 50 จังหวัด ตราบใดที่การรวมตัวกันของผีบุญไม่สิ้นสุด ตราบใดที่การเน้นย้ำความ’ด้อยกว่า’ ของคนชั้นกลาง(ล่าง) และคนรากหญ้าจำนวนมหาศาลยังคงอยู่ ความที่คนไม่เท่ากันคือชุดความคิดหรือระเบิดเวลาที่จะนำมาซึ่งหายนะมากกว่าความเจริญของประเทศชาติในที่สุด

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

Monty Python and the Holy Grail (1975)

Longtruk Film #7 : บทความโดย Prague Doctor

Monty Python and the Holy Grail ภาพยนตร์ตลกล้อเลียนของคณะตลกชาวอังกฤษ Monty Python
and the Holy Grail ได้รับการชื่นชมและพูดถึงอยู่เสมอเวลาที่กล่าวถึงหนังล้อเลียน ทำไมหนังเรื่องนี้จึงถูกยกย่อง
ทั้ง ๆที่ล้อเลียนทั้ง กษัตริย์และศาสนา หรือเป็นเพราะฝรั่งตานํ้าข้าวไม่มีวัฒนธรรมอันดีงามอย่างสังคมไทยที่มีการจับกุม
คุมขัง จนไปถึงสาปแช่งประณามเมื่อใดก็ตามที่มีใครก็ตามล้อเลียนผู้มีอำนาจและสถาบันสูงสุดอันเป็นที่รัก บทความนี้จะพยายามที่จะถอดรูทในทุกแง่มุมของการล้อเลียน เพื่อสร้างความเข้าใจที่มากขึ้นให้กับสังคมไทย

ทีนี้เราลองมาแยกส่วนของผลงานภาพยนตร์เรื่องนี้กันทีละส่วนดู โดยเริ่มจาก ความหมายของคำว่า ‘ล้อเลียน (parody)
ในเชิงความหมาย งานล้อเลียนหรืออาจจะเรียกว่า การสวมรอย เป็นงานสร้างสรรค์ที่เลียนแบบเพื่อแสดงความคิด
เห็นและ / หรือสร้างความสนุกสนาน การล้อเลียนสามารถล้อบุคคลทั้งในชีวิตจริงและในจินตนาการก็ได้ เหตุการณ์
หรือความเคลื่อนไหวก็ได้

เราลองมาดูนิยามของคำว่าล้อเลียนจากผู้เชี่ยวชาญกันบ้าง

  • Simon Dentith ให้คำจำกัดความว่าล้อเลียนว่า การปฏิบัติทางวัฒนธรรมใด ๆ ที่เลียนแบบการผลิตหรือ การปฏิบัติทางวัฒนธรรมอื่นที่ค่อนข้างตรงข้ามหรือขัดแย้งกัน (ใช้คำยากสมกับเป็นนักวิชาการ)
  • John Gross ตั้งข้อสังเกตว่าการล้อเลียน คือการจัดสรรใหม่ด้วยเอกลักษณ์ของศิลปินคนอื่นโดยไม่มีเจตนา เสียดสี ส่วนการเยาะเย้ย คือการหลอกล่อด้วยองค์ประกอบชั้น สูงของงานวรรณกรรมแต่ปรับลดทอนความสูงส่งลงสู่ความต่ำ
  • Denis Diderot ได้แยกแยะระหว่างการล้อเลียนและการเยาะเย้ยว่า การล้อเลียนที่ดีคือสร้างความสนุกสนาน สามารถสร้างความขบขันจนนำไปสู่การสั่งสอนขัดเกลาจิตใจที่สมเหตุสมผล ส่วนการเยาะเย้ยเป็นงานตลกที่น่าสังเวช ซึ่งเพียงแค่ทำให้ผู้รับสารพอใจเท่านั้น

หลังจากเรารู้ความหมายของคำว่าล้อเลียนแล้ว มันยังมีประวัติความเป็นมาของคำๆนี้ด้วยเช่นกัน ลองมาศึกษากันดู
Parody อ้างอิงจาก Poetics ของ Aristotle ที่บันทึกไว้ว่า Hegemon of Thasos เป็นผู้ประดิษฐ์การล้อ
เลียนขึ้นโดยการปรับเปลี่ยนถ้อยคำในบทกวีที่รู้จักกันดีเล็กน้อย เปลี่ยนถ้อยคำที่สูงส่งให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระ อย่างในวรรณคดีกรีกโบราณเรื่องล้อเลียนเป็นบทกวีที่เลียนแบบรูปแบบและฉั นทลักษณ์ของมหากาพย์ แต่เปลี่ยนให้เสียดสี
หรือเยาะเย้ยเหล่าวีรชน

ที่มาของคำ มาจาก para ที่เเปลว่า ตอบโต้, ต่อต้าน และ oide ที่แปลว่า เพลง ดังนั้น parodia จึงแปลว่า เพลง
โต้ (บ้านเราคงเรียกเพลงแปลง) ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษออกซ์ฟอร์ดให้คำจำกัดความของการล้อเลียนว่าเป็นการเลียนแบบเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่น่า
ขัน

ใน Greek Old Comedy (วรรณกรรมกรีกโบราณแบบล้อเลียน) แม้แต่เทพเจ้าก็สามารถสร้างความสนุกสนาน
ขบขันได้ เช่น ในเรื่อง The Frogs แสดงให้เห็นถึงเฮอร์คิวลีสในภาพคนตะกละและไดโอนีซุสว่าเป็นคนขี้ขลาดและโง่
การเดินทางไป Underworld แบบดั้งเดิมถูกล้อเลียนเมื่อไดโอนีซุสแต่งตัวเป็นเฮอร์คิวลีสไปยังยมโลกเพื่อพยายามนำ
กวีกลับมาช่วยเอเธนส์


ในคริสตศตวรรษที่ 2 Lucian of Samosata ได้สร้างเรื่องราวล้อเลียน Indica and The Odyssey เขา
อธิบายถึงผู้เขียนเรื่องดังกล่าวว่าเป็นคนโกหกที่ไม่เคยเดินทาง ในหนังสือชื่อเรื่อง True History Lucian ได้นำ
เสนอเรื่องราวที่เกินจริงและคำกล่าวอ้างที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ อาจจะพูดได้ว่าเป็นนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องแรกที่ตัวละคร
เดินทางไปยังดวงจันทร์เข้าร่วมในสงครามระหว่างดวงดาวด้วยความช่วยเหลือของมนุษย์ต่างดาวที่พวกเขาพบที่นั่น นี่
คือการล้อเลียนเรื่องยักษ์ตาเดียวของโฮเมอร์และอื่น ๆ

ในศตวรรษที่ 20 การล้อเลียนได้รับการยกย่องให้เป็นเครื่องมือทางศิลปะ เป็นตัวแทนของการสร้างสรรค์และ
นวัตกรรมทางศิลปะ สำหรับ Russian formalist การล้อเลียนเป็นวิธีการปลดปล่อยจากข้อจำกัดเดิม ๆ ที่ช่วยให้
สามารถสร้างรูปแบบศิลปะใหม่ ๆ ที่เป็นอิสระได้

นักประวัติศาสตร์ Christopher Rea เขียนว่า ในช่วงทศวรรษที่ 1910 และ 1920 นั กเขียนในจีนที่ล้อเลียนทุก
อย่าง พวกเขาล้อเลียนสุนทรพจน์, โฆษณา, คำสารภาพ, คำร้อง, คำสั่ง, ใบปลิว, ประกาศนโยบาย, พระสูตร,
พงศาวดารและรายงานการประชุม

เราอาจจะพอแยกแยะประเภทของการล้อเลียนได้เป็นสองแนวทางหรือสองลักษณะ คือ Old Parody มีเป้าหมายคือการสร้างความขบขันหรือต่อต้านต้นแบบโดยตรง และ Recontextualizing Parody คือ การล้อเลียนโดยปรับเปลี่ยนบริบทใหม่ โดยไม่ได้มีเป้าหมายที่จะล้อเลียนต้นแบบโดยตรง แต่ต้องการที่จะต่อต้านการกดขี่หรือครอบงำที่อาจจะต่อต้านแบบตรงไปตรงมาไม่ได้ ตัวอย่างที่สำคัญของการล้อเลียนที่สร้างบริบทใหม่ (Recontextualizing Parody) นี้ ได้แก่ Ulysses ของ James Joyce ซึ่งรวมเอาองค์ประกอบของ Odyssey ของ Homer ในบริบทของชาวไอริชในศตวรรษที่ 20 ผลงานของ Andy Warhol เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นของการล้อเลียนแบบ การปรับเปลี่ยนบริบทใหม่
(Recontextualizing Parody)

ภาพยนตร์ล้อเลียน (เริ่มจะเข้าเรื่องกันซะที!)


นักทฤษฎีภาพยนตร์มองว่าการล้อเลียนเป็นการพัฒนาตามธรรมชาติในวงจรของภาพยนตร์ นักทฤษฎีตั้งข้อสังเกต
ว่าภาพยนตร์ตะวันตกหลังยุคคลาสสิกได้เข้าสู่เวทีแห่งการล้อเลียน เนื่องจากผู้ชมที่เคยชมภาพยนตร์ตะวันตกคลาสสิกเหล่านี้มาแล้วพวกเขาจึงมีความคาดหวังใหม่ ๆ และเมื่อความคาดหวังเหล่านี้ถูกทำให้กลับหัวผู้ชมจึงมีเสียงหัวเราะ
บางทีภาพยนตร์ล้อเลียนที่เก่าแก่ที่สุดอาจเป็นภาพยนตร์เรื่อง Mud and Sand

  • ในปี 1922 ของ Stan Laurel ที่สร้างความขบขันให้กับภาพยนตร์เรื่อง Blood and Sand ของ Rudolph Valentino
  • ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1920 Stan Laurel เขียนและแสดงในหลาย ๆ เรื่อง บางเรื่องเป็นภาพยนตร์ยอดนิยมเช่น Dr. Jekyll and Mr.Hyde ที่ล้อเลียนการ์ตูนเรื่อง Dr. Pyckle and Mr. Pryde (1926)
  • ในปี 1940 ชาร์ลี แชปลินได้สร้างภาพยนตร์
    ตลกเสียดสีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Great Dictator ตามแบบภาพยนตร์ล้อเลียนเรื่องนาซีเรื่อง
    แรกของฮอลลีวูดเรื่อง Three Stooges You Nazty Spy!

20 ปีต่อมา Mel Brooks เริ่มอาชีพของเขาด้วยการล้อเลียนฮิตเลอร์เช่นกัน หลังจากภาพยนตร์เรื่อง The Producers

ในปี 1967 ได้รับรางวัลออสการ์และรางวัลสมาคมนั กเขียนแห่งอเมริกาสาขาบทภาพยนตร์ดัง้ เดิมยอดเยี่ยม Mel Brooks กลายเป็นหนึ่งในนักล้อเลียนภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด Blazing Saddles (1974) ล้อเลียนหนังตะวันตก (style คาวบอย), History of the World I (1981) ล้อเลียนประวัติศาสตร์สำคัญๆจองโลก, Robin Hood Men in Tights (1993) ก็สวมรอยวีรบุรุษตำนานอย่าง Robin Hood หรือหนั งล้อเลียนประเภทสยองขวัญไซไฟและการผจญภัย ได้แก่ Young Frankenstein (1974), Spaceballs (1987, ล้อเลียน Star War) และ Barnyard (2006, ล้อเลียน Animal Farm)

ก่อนจะไปต่อที่ตัวหนังที่เป็นต้นเรื่องของเรา ขอนอกเรื่องอีกหน่อย เพราะตัวต้นแบบที่ถูกนำมาล้อเลียนนั้น ถูกเล่า
ขานกันในโลกตะวันตกซึ่งคนไทยอาจจะไม่คุ้นเคย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเล่าเรื่องย่อของตำนานนี้สักเล็กน้อยก่อน

King Arthur and the Holy Grail
จอกศักดิ์สิทธิ์คืออะไร? ตามตำนานมันเป็นถ้วยที่พระเยซูคริสต์ใช้ดื่มใน Last Supper คืนก่อนวันที่พระเยซูจะ
ถูกจับและสังหาร เป็น Last Supper แบบเดียวกับภาพวาดโดย Leonardo da Vinci และได้กลายเป็นหนึ่งในภาพ
วาดที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในโลก

ตามตำนานถ้วยเดียวกันนี้ถูกใช้เพื่อรองรับเลือดของพระเยซูในขณะที่เขาถูกแขวนอยู่บนไม้กางเขน ในวันรุ่งขึ้นหลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู โจเซฟแห่งอาริมาเทียได้นำจอกศักดิ์สิทธิ์ไปยังเกาะอังกฤษซึ่งมันได้สูญหายไป ตำนานเริ่มต้นด้วยกษัตริย์อาเธอร์และอัศวินของเขานั่งรวมกันที่โต๊ะกลมในคาเมลอท จู่ๆก็เสียงฟ้าสะเทือน พร้อมแสงที่สว่างจ้า ภาพของจอกก็ปรากฏขึ้น หลังจากที่ทุกอย่างสงบลง เหล่าอัศวินก็พร้อมที่จะเริ่มภารกิจเพื่อตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์ กษัตริย์อาเธอร์ไม่เห็นด้วยกับภารกิจนี้โดยรู้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะไม่ได้พบกันอีกในโลกนี้ อย่างไรก็ตามภารกิจที่เต็มไปด้วยอันตรายเป็นสิ่งที่อัศวินพึงจะต้องทำ ดังนั้นคิงอาเธอร์จึงหมดหนทางที่จะห้ามปราม

อัศวินโต๊ะกลมต่างแยกย้ายกันไปค้นหาจอก หนึ่งในการผจญภัยของอัศวินคือการเอาชนะอัศวินชั่วร้ายเจ็ดคน เจ้าของปราสาทที่เต็มไปด้วยผู้หญิงที่ถูกจับมาขังไว้ อัศวินทัง้ เจ็ดนี้เป็นตัวแทนของ บาปในความเชื่อของคริสต์ศาสนาเจ็ดประการ คือ ความโกรธ ความเกียจคร้าน ความตะกละ ความโลภ ความบ้าตัณหา ความเย่อหยิ่งและความหึงหวง

เซอร์แลนสล็อตเห็นจอกศักดิ์สิทธิ์ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น เขาพยายามจะหยิบจอก แต่ทำไม่ได้ ความล้มเหลวของ
เขานั้นตัวเขาตระหนักดีว่าเป็นเพราะหัวใจของตนเองไม่บริสุทธิ์ หลังจากนั้น Lancelot สารภาพกับผู้วิเศษว่าเขามีใจ
ต่อ Guinevere ราชินีของ กษัตริย์ Arthur


เซอร์เพอร์ซิวัลที่หลงทางได้รับการช่วยเหลือจากหญิงสาวสวย เขาหลงรักเธออย่างบ้าคลั่ง แต่ก่อนที่เขาจะสนอง
ความปรารถนาของตนเอง เขาก็เหลือบไปเห็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ติดอยู่ที่ดาบ เขารู้สึกตัวทันที ส่วนหญิงสาวก็กลาย
เป็นควันสีดำซึ่งแท้จริงแล้วหญิงสาวเป็นปีศาจจำแลงมา


เมื่อเหล่าอัศวินได้พบกับราชาฟิชเชอร์ ผู้ซึ่งรักษาจอกศักดิ์สิทธิ์ไว้ ลูกชายของฟิชเชอร์ได้มอบดาบหักโบราณของโจ
เซฟแห่งอริมาเทียให้พวกเขา ในที่สุดพวกเขาสามารถต่อชิ้นส่วนเข้าด้วยกันและดาบก็ลอยขึ้นไปในอากาศ จากน้ัน
สุรเสียงของพระเยซูคริสต์บอกพวกเขาว่าพวกเขาต้องไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกว่าซาร์ราเพื่อคืนจอกศักดิ์สิทธิ์ไปยัง
ที่ที่มันจากมา


ทีนี้มาถึงหนังของเรากันอีกครั้งหลังจากนอกเรื่องไปยาวเหยียด


Monty Python and the Holy Grail เป็นภาพยนตร์ล้อเลียนของอังกฤษในปี 1975 ที่เล่าเรื่องราวของ
กษัตริย์อาเธอร์ ที่เขียนบทและแสดงโดยกลุ่มตลก Monty Python (Chapman, Cleese, Gilliam, Idle,
Jones และ Palin) กำกับโดย Gilliam และ Jones เป็นหนึ่งในซีรี่ส์ของสถานีโทรทัศน์ BBC : Monty
Python’s Flying Circus

Monty Python and the Holy Grail ทำรายได้มากกว่าภาพยนตร์อังกฤษเรื่องอื่น ๆ ที่เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาในปี 1975 ในสหรัฐอเมริกาได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์ตลกที่ดีที่สุดเป็นอันดับสองตลอดกาล ใน ABC Special Best in Film: The Greatest Movies of Our Time ในสหราชอาณาจักรผู้อ่านนิตยสาร Total Film ในปี 2000 จัดอันดับให้เป็นภาพยนตร์ตลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับห้าตลอดกาล

มามาเริ่มดูหนังกันได้เสียที


เริ่มไตเติ้ลหนังขึ้นมา ถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้ผ่าน Netflix คุณจะต้องทำเหมือนผม นั่นก็คือพยามเปลี่ยนซับไตเติ้ล เพราะที่เห็นมันเป็นซับไตเติ้ลภาษาสวีเดน!! ซักพักก็ขึ้นข้อความบนหน้าจอว่าขออภัยและได้ไล่คนทำซับไตเติ้ลออกแล้ว แต่มันก็ยังขึ้นซับภาษาสวีเดนอยู่อีก!!! ข้อความขออภัยก็ขึ้นมาอีกรอบแต่ได้ไล่คนที่ไล่คนทำซับไตเติ้ลออกแล้ว นี่
แค่เริ่มก็ป่วนคนดูเข้าให้แล้ว

กษัตริย์อาเธอร์พร้อมด้วยอัศวินฝึกหัดที่ใช้กะลามะพร้าวเคาะกันแทนเสียงควบม้าได้เดินทางทั่วอังกฤษเพื่อค้นหา
คนที่จะเข้าร่วมอัศวินโต๊ะกลม ระหว่างทางอาเธอร์ต้องถกเถียงกับทหารยามบนกำแพงว่านกนางแอ่นสามารถบรรทุก
มะพร้าวได้หรือไม่ เมื่อเดินทางต่อก็วิวาทะกับชาวนาเรื่องความชอบธรรมในการขึ้นเป็นกษัตริย์ของอาเธอร์ว่าเป็น
กษัตริย์ได้อย่างไรในเมื่อประชาชนไม่ได้เลือกมา ต่อมา กษัตริย์อาเธอร์ต้องการเอาชนะอัศวินดำที่สะกดคำว่ายอมแพ้ไม่เป็น กษัตริย์อาเธอร์ได้พบกับอัศวินที่เขาตามหา ซึ่งก็คือ Sir Bedevere ผู้ชาญฉลาด(รึเปล่า), Sir Lancelot ผู้กล้าหาญ,
Sir Galahad ผู้บริสุทธิ์ และ Sir Robin ผู้ไม่กล้าเหมือน Sir Lancelot เลย อาเธอร์นำอัศวินไปที่คาเมล็อต แต่ก็เปลี่ยนใจคิดว่ามันเป็นสถานที่ไร้สาระ พระเจ้าได้ปรากฏตัวขึ้นและสั่งให้อาเธอร์ตามหาจอกศักดิ์สิทธิ์

อาเธอร์และอัศวินของเขามาถึงปราสาทที่ทหารฝรั่งเศสยึดครองแต่ถูกขับไล่ออกมาด้วยวัวเป็น ๆ ทั้งตัวและกระต่าย
ไม้? อาเธอร์ตัดสินใจว่าควรแยกทางกันเพื่อค้นหาจอก ฉากถัดมานักประวัติศาสตร์ในชุดเสื้อผ้ายุคปัจจุบันที่ดูเหมือน
กำลังถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับตำนานของกษัตริย์อาเธอร์ถูกฆ่าโดยอัศวินบนหลังม้า (ป่วนคนดูอีกแล้ว)


การผจญภัยที่พิลึกพิลั่น อัศวินประหลาดที่ชอบพูดคำว่า นิ (คงไม่ใช่คนใต้บ้านเรา) Sir Robin ผู้ไม่มีความกล้า
แอบหนีการสู้กับอัศวินสามหัว Sir Lancelot ที่บุกไปฆ่าคนในปราสาทแบบงง ๆ Sir Galahad ที่เกือบจะได้เสีย
ความบริสุทธิ์อยู่แล้วเชียว ผู้วิเศษที่ดูจะสนุกกับการจุดไฟเสียเหลือเกิน และมุข ปราสาท arrrrrrrrrrrr (อันนี้ต้องลองดู
เอง) ไหนจะปีศาจร้ายในแบบอนิเมชั่นที่เกือบฆ่ากษัตริย์อาเธอร์กับเหล่าอัศวินโต๊ะกลมได้ถ้าคนเขียนอนิเมชั่นไม่หัวใจ
วายตายไปซะก่อน อีกมุขตลกที่ควรรับชมคือมุข สามคำถาม (หาดูเองนะ)

ในฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง ที่แทบจะกระตุกอารมณ์ของผู้ชมด้วยฉากสงครามที่สุดจะอลังการที่สุดในหนังเรื่องนี้
และดูจะจริงจังมากที่สุดด้วย แต่กลับโดนกระชากและตัดจบแบบสร้างความงวยงงให้กับคนดู และหลายคนอาจจะคิดใน
ใจแบบผมว่า จบแล้วรึ

จากที่เขียนมายืดยาว ชักแม่นํ้าทั้งแปด (เกินห้าเพราะคิดว่าเขียนยาวกว่าปกติ) คงทำให้พอจะเข้าใจศิลปะของการ
ล้อเลียน เข้าใจถึงที่มาที่ไปและความสำคัญของการล้อเลียน รวมไปถึงแยกแยะการล้อเลียนกับการเยาะเย้ยออกจากกัน
ได้ ถ้าจะให้แจกแจงอีกครั้งแบบชัด ๆ ย่อเป็นข้อ ๆ ก็จะได้ดังนี้

  1. การล้อเลียนคือการสร้างสรรค์เพื่อความสนุกสนาน
  2. การล้อเลียนคือการตอบโต้เรื่องเล่ากระแสหลักที่ครอบงำสังคมอยู่
  3. การล้อเลียนนั้นสามารถทำได้แม้กับเทพหรือพระศาสดา
  4. การล้อเลียนได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานศิลปะรูปแบบหนึ่ง
  5. การล้อเลียนเป็นวิธีที่ช่วยให้สามารถสร้างรูปแบบศิลปะใหม่ ๆ และเป็นอิสระได้
  6. การล้อเลียนแตกต่างจากการเยาะเย้ยถากถาง

ทั้งหมดของบทความนี้นั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านและหวังอย่างยิ่ง (ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก) ให้ผู้มีอำนาจในบ้าน
เมืองนี้เปิดใจให้กว้างยอมรับการล้อเล่นที่นำไปสู่การวิพากษ์ วิจารณ์ โดยผ่านตัวกลางคือภาพยนตร์ตลกล้อเลียนระดับ
ตำนานที่นำเรื่องราวของกษัตริย์และศาสนามายั่วล้อ ซึ่งไม่ได้มีการทำให้ภาพลักษณ์ของสิ่งเหล่านั้นไปในทางลบเลย
ตรงกันข้ามกลับทำให้สถาบันชั้นสูงเหล่านั้นดูเข้าถึงหมู่มวลมหาประชาชนทุกหมู่เหล่าได้อย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อ
การสร้างสรรค์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นและเป็นที่ยอมรับของคนทุกกลุ่มอย่างที่อารยะประเทศเขาเป็นกัน และหวังเหลือเกินว่าสักวันหนึ่งเมล็ดพันธุ์แห่งการสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้บนประเทศนี้จริง ๆ เสียที เพราะการสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ต้องไม่มีกฎเกณฑ์ที่กดทับ หรือมีอำนาจที่ครอบงำกดขี่จนเกิดความกลัว กลายเป็นการเซ็นเซอร์ตัวเองโดยรู้ตัวและโดยไม่รู้ตัวของคนในสังคม

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

Søren Kierkegaard

LONGTRUK: Openlab #13

บทความโดย Yotsunthon

Concept of anxiety’ ว่าด้วยแนวคิดเรื่องความวิตกกังวลหรือแนวคิดของความหวาดกลัว สำหรับ เซอเรน เคียร์เคอร์กอ (Søren Kierkegaard) แล้วความวิตกกังวล / ความกลัว / ความโกรธ คือ ความกลัวที่เราต่างไม่ได้ตั้งใจจะจับจ้อง  Kierkegaard ยกตัวอย่างของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนขอบตึกสูงหรือหน้าผาลึก เมื่อชายคนนั้นมองข้ามขอบเขาก็สัมผัสได้ถึงความกลัวที่จะล้มลงไป แต่ในขณะเดียวกันชายคนนั้นก็รู้สึกถึงแรงกระตุ้นอันน่ากลัวที่จะโยนตัวเองออกจากขอบเขาโดยเจตนา เหมือนกับว่าเขาต้องการเดินข้ามเส้นสะพานที่เชื่อมไปสู่ความตายด้วยตัวเอง ประสบการณ์ที่เจอะเจอเพียงชั่วเสี้ยววินาทีนั้นจึงเป็นความวิตกกังวลหรือน่ากลัว เนื่องจากเรามีอิสระอย่างเต็มที่ในการเลือกหรือตัดสินใจที่จะทิ้งตัวเองหรืออยู่ต่อไป สิ่งเหล่านี้เกิดจาก การกระทำ (Action) , การตัดสินใจ (Decision) และตัวเลือก (Choice) เรามีอิสระที่จะเลือกทำบางสิ่ง โดยบางครั้งมันอาจมีความเป็นไปได้ที่น่ากลัว หรือขยับเข้าใกล้กับเส้นคั่นอันบางเบาระหว่างเป็นกับความตาย ยกตัวอย่างขึ้นมาอีกซักอันหนึ่งเพื่อภาพจินตนาที่คมชัดขึ้น เกมรัสเซียนรูเล็ต (Russian roulette) อันเลื่องลือถึงการพนันที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตายจากปลายกระบอกปืน มันอันตรายและหากพลั้งพลาดนั่นหมายความถึงการแลกมาด้วยชีวิต แต่ทำไมหลายคนจึงเลือกกระโจนตัวลงไปในความเสี่ยงนั้นอย่างรู้อยู่เต็มอก เช่นเดียวกับ ฌ็อง ปอล ซาทร์ (Jean Paul Sartre) เสนอไว้ว่า “มนุษย์ถูกสาปให้เป็นอิสระ” จึงมาพร้อมกับภาระในการเลือกที่เป็นคำสาปตรึงติดมนุษย์ไว้ตลอดเวลา

Historical life และ การก่อตัวโดดเด่นขึ้นมาของสภาวะบางอย่าง (finite) อาทิ ความเป็นนักศึกษาที่ปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราว และยังมีสภาวะอื่นๆอีกมากมายที่รอปรากฏ (infinite) สภาวะที่ปรากฏในเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ สภาวะแฝงอีกมากมายที่ถูกลดทอน ด้วยเงื่อนไขที่ทำให้แสดงออกมาจำเป็นต้องอิงกับสิ่งที่ไม่ได้แสดงออกด้วย การดำรงอยู่ (existence) มีเงื่อนไขในการที่จะแสดงแต่ภาพตัวแทน(represent) ของพระเจ้า (god) ที่เป็นทุกอย่างในเวลาเดียว (omnipresent) การมีอยู่ของเรานั้นคือการสุ่มหาความเป็นไปได้ (random) และเราจะควบคุมตัวเองได้ก็ต่อเมื่อ เราจดจำทุกอย่างในอดีตได้ เช่น เราสามารถจำแนกตัวเองว่าเคยทำบางอย่างไว้ในอดีต แต่บางสิ่งก็กลับจำไม่ได้ ทั้งที่มันก็เกิดขึ้นจริงๆ 

ด้วยเหตุนี้ การเป็นตัวของตัวเอง (Being the self) จึงการกลายไปเป็นสิ่งที่ไม่ได้เป็น เพื่อที่จะเป็นตนเอง และเป็นตนเองที่มีอยู่เพียงครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ ผ่าน action ที่ทั้งถูกยอมรับ และถูกปฏิเสธในเวลาเดียวกัน ฉะนั้น ความเป็นเราไม่สามารถถูกยืนยันด้วยตัวมันเองได้ อดีตจะเป็นอดีตได้ก็ต่อเมื่อมีการยืนยันจากอนาคต ซึ่งมันเป็นการขัดแย้งระหว่างกัน ของ สภาวะที่ไม่สามารถตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ (possibility/mortal) กับสภาวะที่จะเข้ามาช่วยคลายกระจ่างความย้อนแย้งในบางขณะ  (form/ideal/Immortal) เราสร้าง และเลือกจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ซึ่งมันอาจขัดแย้งกับสิ่งที่คุณอยากให้เป็น เราเลยมักเห็นการทำงานศิลปะในลักษณะของการค้นหาอนาคตกับการทำงานศิลปะที่ต้องมีแนวคิดของแบบบางอย่างตลอดเวลา 

สิ่งที่เราเลือกไม่เคยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แม้เราจะเคยคิดว่ามันดีที่สุดแล้วก็ตาม สิ่งนี้มีลักษณะย้อนแย้งในตัวมันเอง ถ้ามองในมุมมองของความเป็นอนันต์ สิ่งที่เราเจอมาทั้งชีวิตอาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวหรือซับเซตที่เล็กมากๆ หรืออาจกลายเป็นว่าเป็นสิ่งไร้ความหมายไปโดยทันที แต่ด้วยลักษณะของมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความทะเยอทะยาน (ambition creator) ที่จะแสดงออกถึงการกระทำบางอย่างออกมาเพื่อต้องการพิสูจน์ หรือการดันเพดานหรือข้อจำกัดให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ นั่นคือ ความพยายามเข้าถึงสิ่งสูงสุดทั้งๆที่ตนเองไม่สามารถเข้าไปถึงจริงๆได้ (immortal / eternity / infinite) มนุษย์เป็นเพียง mortal ที่พยายามเข้าหา ความเป็นนิรันดร์ตลอดเวลา และมันสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถเอาชนะได้นั่นคือ ความตาย

ความตาย (Death) นำไปสู่ การไม่ปรากฏ หรือ non-existence ซึ่งมันไปขัดกับการกลายเป็น (becoming) ในลักษณะของการมีชีวิตอยู่ มนุษย์นั้นมีชีวิตอยู่ด้วยการกลายไปเป็นบางสิ่งบางอย่างทุกขณะ จึงเกิดเป็นคำถามหนึ่งที่เราอาจจะเคยถามตัวเองกันว่าเราจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร ในเมื่อทุกอย่างที่เราทำไป มันเกิดความย้อนแย้งโดยตัวมันเอง มันสับสนโกลาหล และพลิกกลับไปกลับมา (paradox) อยู่ตลอดเวลาและทุกๆการ กระทำของเรามันจะเพิ่มความย้อนแย้งร่วมสมัย มนุษย์สามารถจินตนาการได้อย่างเดียวถึงความเป็นอนันต์ซึ่งเกิดขึ้นได้แค่เพียงในความคิด และสิ่งที่เราจินตนาการมันเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่จำกัด ยิ่งเรามีชีวิตอยู่นานในสังคมเท่าไร ภาระของเราก็จะยิ่งเยอะขึ้นเท่านั้น มนุษย์จึงโหยหาวิธีที่จะหลุดพ้นจากภาวะที่ย้อนแย้งนี้ แต่มนุษย์ก็ไม่สามารถยกระดับตนเองให้หลุดพ้นจาก paradox ได้เลย

พวกเราเกิดขึ้นมาท่ามกลาง ประวัติศาสตร์อันสลับซับซ้อนที่ปักหลักอยู่ตรงหน้า (Exist history) และสิ่งนี้เองคือการทับถมกันของภาระ (Burden) ยกตัวอย่างเช่นความรู้เชิงวิชาการที่สลับซับซ้อนมากขึ้น มีเพียงสองสิ่งที่สามารถหยุดภาวะย้อนแย้งนี้ได้ คือ 1.ความตาย(Death) 2.ความหวัง (Hope) สองสิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อพระผู้เป็นเจ้าจะมาไถ่เราจาก paradox นี้ และมันต้องอาศัย Faith หรือความศรัทธา เพราะมันไม่มีอะไรพิสูจน์ได้กับการมีอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า

แนวคิดที่  Kierkegaard เสนอนั้นเป็นสิ่งที่สุดโต่งขนาดว่า ถ้าเราไปเจอพระเจ้าอยู่ตรงหน้า เราก็ยังเชื่อไม่ได้ เพราะเราพิสูจน์ไม่ได้ แม้แต่เหตุผลเป็นเช่นกัน ลักษณะของพระเจ้าหากคิดผนวกรวมกับ แนวคิดร่วมสมัย (god transform) คุณต้องใช้ชีวิตด้วยความศรัทธา Kierkegaard เสนอว่า การที่เราจะเป็นตัวเองได้ คือคุณต้องยอมรับตัวเองก่อน ยอมรับว่าปัญหามันคืออะไร ถึงจะแก้ไขมันได้ เนื่องจากไม่มีมนุษย์ผู้ใดสมบูรณ์แบบ (weakness / helplessness) Kierkegaard เปรียบเทียบกับการที่ชาวคริสเตียนมีการสารภาพบาป (confession) และการสวดภาวนา (faith) การระลึกถึงพระเจ้าทำให้มนุษย์มีความเป็นตัวของตนเองมากขึ้น แต่สิ่งที่เราต้องพิจารณากันคือนิยามความหมายของความศรัทธาร่วมสมัย ที่จะเกิดขึ้นต่อไป

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

OOO ความจริงในวัตถุ: กรณีศึกษา Asian Art Biennial 2019 [exhibition review] (part 2)

LONGTRUK: Openlab #1

[Interdisciplinary art]

บทความเสพศิลป์บ่มีสม 01 โดย ผิว มีมาลัย

บรรณาธิการ: ภาอรุณ ชูประเสริฐ x สุพิชญา ขุนชำนิ

ออกแบบปก: อวิกา สมัครสมาน

บทความ OOO ความจริงในวัตถุ: กรณีศึกษา Asian Art Biennial 2019 [exhibition review] (part 1) :

OOO: III


ผลงาน Friction Current: Magic Mountain Project 2019 จัดแสดงที่ห้องนิทรรศการหมาย
เลข 102 ในห้องขนาดประมาณ 8 x 10 เมตร ตู้กระจกควบคุมความเย็นขนาดใหญ่ 120 x 120 สูง 200 ซม. ตั้งอยู่ใกล้กึ่งกลางห้องภายในบรรจุอ่างน้ำพุหินหมุนฮวงจุ้ยอย่างเป็นมงคล

ความตระหง่านโดดเด่น และประกายมันวาวบนผิวหยกที่สะท้อนแสงไฟจากเพดานตู้ด้านบน ขับเน้นให้ลูกบอลหยกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว หมุนลอยวนเป็นงูกินหาง ด้วยแรงดันและแรงเสียดทานของน้ำปัสสาวะผ่านเครื่องปั๊มขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ภายในอ่างน้ำพุหินอ่อนสีขาว

Friction Current: Magic Mountain Project 2019

อุณหภูมิภายในตู้กระจกจะถูกควบคุมไว้ที่ 8-15 องศาเซลเซียส ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อรักษาพยาธิสภาพของปัสสาวะ และค่าครึ่งชีวิตของเมธแอมเฟตามีนให้สามารถคงสภาพอยู่ได้ตลอดระยะเวลา 5 เดือน ภายในอ่างน้ำหินอ่อน ศิลปินติดตั้ง immersion sturgeon waterproof contact microphone

ต่อเชื่อมไปที่ USB audio interface และ controller เพื่อให้เสียงกระจายไปยังลำโพงซึ่งถูกติดตั้งไว้บนผนังรอบห้องจำนวน 6 ดอก

ผู้ชมภายในห้องจัดแสดงนิทรรศการฯ จะได้ยินเสียงครางสั่นร้องของเครื่องกลไฟฟ้าที่กำลังทำงานอยู่ใต้ผิวน้ำปัสสาวะในอ่างหินอ่อนเป็นเสียงหึ่งๆระงมกำธรไปทั่วห้อง โอกาสและความเป็นไปได้ของเสียงที่เกิดจากน้ำปัสสาวะ

ซึ่งผุดล้นออกจากขอบ หยดและตกลงกระทบผิวน้ำปัสสาวะในอ่างบริเวณที่ microphone ถูกติดตั้งจะส่งเสียงที่แหลมใสหรือทุ้มต่ำเป็นไปตามจังหวะความเป็นไปได้ที่ควบคุมไม่ได้

Friction Current: Magic Mountain Project 2019 (Refrigerated cabinet 120 x 120 x 200 cm., Jadeite Ø 12.7 cm., Marble sphere fountain Ø 60 cm. x 50 cm., Immersion sturgeon waterproof contact microphone, USB audio interface, controller, 6 sound speakers, Water pump,)

ศิลปินอาศัย controller เพื่อช่วยในการควบคุมกำหนดเวลา และจังหวะให้เสียงค่อยๆเริ่มจากเบาไปหาหนักและค่อยๆกลับไปสู่เบา ระยะเวลา 3 นาที โปรแกรมจะรีเซทตัวเองอีกครั้งทุกๆ 3 นาทีพัก 3 นาทีต่อเนื่องกันไปเป็นลูป คล้ายแอมเบียนต์ของเสียงในโรงงานที่ใดที่หนึ่ง

ลูกบอลหยกแห่งโชคลาภ และผลประโยชน์นั้นคือหินที่สวรรค์ประทานตามความเชื่อของชาวจีน กำลังหมุนลอยอยู่บนฐานน้ำพุตลอดทั้งวันและทั้งคืน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 4 เดือน ตลอดระยะการแสดงนิทรรศการครั้งนี้

เป็นไปได้หรือไม่ที่สารประกอบ C10H15N ภายในปัสสาวะจะแทรกซึมผ่านเข้าไปสู่อนุภาคของสารประกอบ NaAISi2O6 ภายในเนื้อหยก

แม้เส้นด้ายชนิดพิเศษตามตำนานเล่าขานในภูเขามหัศจรรย์แห่ง Zomia จะประกอบด้วยซิลิกาที่มีความแข็งคล้ายผลึกแก้วก็ตาม แต่ภายในตัวมันประกอบด้วยออกซิเจนถึง 6 หน่วย

คำถามเชิงอุปมาต่อกระบวนการเล่นแร่แปรธาตุที่ศิลปินทำการทดลองนำสารประกอบ C10H15N เสียดสีแทรกซึม และฝังตัวอยู่ภายในเนื้อหยกเพื่อส่งสัญญาณให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ผนังสี่ด้านของห้องนิทรรศการถูกติดตั้งผลงาน archive และ documents ในรูปแบบต่างๆเช่น ภาพเหมือน silhouette บุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงกันระหว่างธรณีวิทยาและชีววิทยาในงานวิจัยฯ ถูกวาดลงบนผนังขนาดประมาณ 3 x 7 เมตร

บุคคลเหล่านั้นประกอบไปด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจข้ามชาติ นักการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ผู้นำกองทัพ นักเคมียุทธภัณฑ์ ผู้ค้ายาเสพติด ฯลฯ

เกาะเกี่ยวกันเป็นรหัสคล้ายตัวอักษรปรากฏขึ้นอย่างลับๆ ล่อๆ ศิลปินอำพรางการมองเห็นของผู้ชมให้ลางเลือนไม่แน่ชัด จนยากจะบอกได้ว่าใครเป็นใครหากผู้ชมไม่รู้จักบุคคลนั้นมาก่อน

ด้วยการทาสีเดิมของผนังทับลงไปบนภาพวาดบางๆหลายๆชั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามหากผู้ชมเคยเห็นหรือรู้จักบุคคลนั้นๆ เขาจะสามารถบอกได้ว่าภาพ silhouette บุคคลนั้นคือใคร

Friction Current: Magic Mountain Project 2019 (Mural paint)

Zomia พื้นที่ซึ่งอำนาจรัฐไต่ขึ้นไปไม่ถึงในมุมมองของ James C. Scott แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐชาติที่มีพรมแดนติดกับ Zomia จะปฏิเสธความเป็นพื้นที่ไร้รัฐและผลประโยชน์ของ Zomia อย่างหลับหูหลับตา

ในทางกลับกันมีเอกสารหลายฉบับที่แสดงให้เห็นว่าชนชั้นนำของรัฐรอบๆ Zomia แม้แต่อเมริกาอังกฤษหรือพรรค KMT ของไต้หวันได้กลายเป็นตัวละครที่มีภารกิจและปฏิบัติการพิเศษที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำของไทยและชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ Zomia อย่างมีนัยสำคัญ

ใกล้กันที่มุมห้องมีจอมอนิเตอร์ขนาด 49 นิ้ว ติดตั้งอยู่บนผนังเป็นผลงานภาพยนตร์เงียบขาวดำความยาวประมาณ 20 นาที กำลังฉายกระบวนการขั้นตอนตัดและโกนเพื่อทำให้หินขนาดใหญ่เป็นทรงกลม

ภาพเครื่องจักรและใบเลื่อยขนาดใหญ่ที่ควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ กำลังเฉือนเข้าไปในเนื้อหินอย่างเชื่องช้าโดยไร้ซึ่งเสียงเครื่องจักรหรือเสียงการเสียดสีใดๆทั้งสิ้นจากกิจกรรมภายในภาพเคลื่อนไหวนั้น

Friction Current: Magic Mountain Project 2019 (Single-channel, Video full HD, Black and white, Silent, 20 min. 09 sec., Loop)

ภาพยนตร์หรืออาจเรียกว่าภาพเคลื่อนไหวน่าจะตรงกว่า เพราะมันไม่ได้เล่าเรื่องแต่อย่างใดเป็นเพียงการลำดับขั้นตอนให้เห็นถึงรายละเอียดระยะใกล้ๆ ขณะใบเลื่อยหมุนเสียดเข้าไปในเนื้อหิน

ตัดสลับด้วย 3D animation แทนสายตาของผู้ชมให้เคลื่อนเข้าไปในโมเลกุลของหินหยก ผ่านความรู้สึกของแรงเสียดทานอันมหาศาลระหว่างเครื่องจักรกับหิน ระหว่างเทคโนโลยีและธรรมชาติ

“ธนบัตรรุ่นแรกที่
มิได้ใช้ภาพประธานเหมาฯ และอาคารมหาศาลาประชาคมของพรรคคอมมิวนิสต์บนหน้าและ
หลังของธนบัตร”

ผนังอีกด้านหนึ่งศิลปินได้แสดงชุดเอกสารรับรองขนาด A4 ของผลตรวจทางธรณีวิทยาและชีววิทยาจากหน่วยงานราชการฯ และภาพประกอบลักษณะโมเลกุลของสารประกอบ C10H15N และ NaAISi2O6 ขนาด A3

ใกล้กันคือกองผงสารประกอบ NaAISi2O6 ปริมาณ 10g พร้อมธนบัตรราคา 100 หยวนที่ผลิตในปี 1990 เป็นธนบัตรรุ่นแรกๆที่มิได้ใช้ภาพประธานเหมา และอาคารมหาศาลาประชาคมของพรรคคอมมิวนิสต์บนหน้าและหลังของธนบัตร

สารประกอบ NaAISi2O6 และธนบัตรราคา 100 หยวน ผลตรวจทางธรณีวิทยาและชีววิทยา ภาพประกอบลักษณะโมเลกุลของสารประกอบ C10H15N และ NaAISi2O6

ด้วยแนวทางการออกแบบด้านหน้าและหลังธนบัตร ปรากฏภาพใบหน้าคนชาติพันธ์ุและภูเขาสูงชันอันสลับซับซ้อนใน Zomia ชุดนี้มีนัยตามนโยบายยุทธศาสตร์โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

รัฐบาลฯได้เปิดตลาดการค้าการลงทุนในเขตปกครองตนเองทางตอนใต้ ภายใต้ยุทธศาสตร์จีนเดียว
ซึ่งร้อยละ 90% ของประชากรเป็นกลุ่มชาติพันธ์ุจำนวนมาก

มันเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายอิทธิผลทางเศรษฐกิจและการลงทุนจากมณฑลยูนนานเข้าสู่ Zomia อย่างเป็นระบบ ศิลปินได้ประทับตราอักษรจีนด้วยหมึกดำด้านหลังธนบัตรเพื่อตอกย้ำจักรวาลวิทยา กับความเชื่อใหม่ในเงินตราปกรณัม ความว่า “ภูเขาคือแผ่นดินที่ยับย่น และสอยเอาไว้ด้วยด้ายชนิดพิเศษ”


OOO: IV

บทสรุปท้ายเรื่องอาจไม่มีข้อสรุปใดๆให้บันทึก หรืออาจเป็นการใช้หน้ากระดาษดิจิตอลเพื่อยั่วยุสุนทรียะ หรือช่วยเปิดพื้นที่ทางความคิดของบรรดาญาติคีย์บอร์ดให้เกิดการโต้แย้งใหม่ๆ ในตัวทฤษฏี Object Oriented Ontology (OOO) การตีความและถกเถียงในตัวบทถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นของนักการศึกษา

เช่นทักษะและความสามารถของศิลปินในการจัดการกับความล้นเกินทางข้อมูล ในบิ๊กเดต้าเบสก็เป็นประเด็นที่น่าคิดเมื่อเปรียบเทียบกับคุณภาพที่ได้ในผลงานวิจัยเชิงทัศนศิลป์ของศิลปิน Hsu Chia-Wei และ Ho Tzu-Nyen ภัณฑารักษ์ใน 2019 Asian Biennial: The Strangers from Beyond the Mountain and the Sea ครั้งนี้

ทฤษฏี OOO อาจเป็นส่วนหนึ่งของการกลายไปสู่ (becoming) หรือเป็นเพียงพัฒนาการของชุดความรู้และทฤษฏีที่กำลังสร้างความยุ่งยากกวนใจต่อความรู้แจ้งทางปัญญา ด้วยเป้าหมายในการสืบค้นตามหาความจริงในวัตถุและอื่นๆ

การย้อนกลับไปสู่แนวคิดบรรพกาลตามความเชื่อแห่งพ่อมดหมอผี การเล่นแร่แปรธาตุหรือความสามารถในการสื่อสารต่างมิติไปจากโลกเชิงประจักษ์ยังเป็นปัญหาเชิงอภิปรัชญาในตัวทฤษฏีที่รอให้ไขความ

นอกจากผลงานของศิลปินคู่ jiandyin ซึ่งใช้วิธีวิทยาชุดดังกล่าวในนิทรรศการ 2019 Asian Biennial: The Strangers from Beyond the Mountain and the Sea

ยังมีศิลปินไทยอีกท่านคือ กรกฤต อรุณานนท์ชัย ร่วมกับ Alex Gvojic เข้าร่วมแสดงด้วยชุดผลงาน No History in a room with Funny Name 5 ในห้องนิทรรศการที่อยู่ติดกัน

ด้วยผลงานวีดีโอจัดวาง 3 จอแขวนลอยใกล้กันบนผนัง และส่วนประกอบอื่นๆจำนวนมาก เช่น แสงLED, Found object ฯลฯ แสดงออกถึงลักษณะชีวิตภายในของสิ่ง

ผ่านตัวละครบอยไชลด์ซึ่งมีลักษณะ post human ตามทัศนะของ OOO กรกฤตกล่าวว่าเขาเริ่มศึกษาปรัชญานี้ในช่วงปี 2015-16 เขาให้สัมภาษณ์ผู้เขียนเช่นนั้น


OOO: XXX

OOO ได้อิทธิพลแนวคิดจากสำนัก Heidegger ถูกนำเสนอเป็นครั้งแรกในแวดวงวิชาการปีค.ศ. 1999 โดย Graham Harman(1968-) แนวคิดและพลวัตรของ OOO ส่งแรงกระเพื่อมยังแวดวงศิลปะ อักษรศาสตร์ การเมืองและวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ

“ช่วยทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ตั้งแต่พระอภัยมณี บั้งไฟพญานาค และวีดีโอเกมส์ ไปยันพระราชบัญญัติ และหลวงวิจิตรวาทการ ฯลฯ”

ในฐานะสัตตะเครื่องมือ (Tool-Being) ที่ช่วยทำความเข้าใจสิ่งต่างๆตั้งแต่พระอภัยมณี บั้งไฟพญานาค และวีดีโอเกมส์ ไปยันพระราชบัญญัติ และหลวงวิจิตรวาทการ ฯลฯ มันสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ

นี่อาจไม่ใช่ความท้าทายสำหรับวงการศิลปะกระแสหลักในประเทศไทย ที่นิยมสกุลช่างแนวจิตหมายเลขต่างๆ

เมื่อนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบแนวคิดภัณฑารักษ์ในนิทรรศการศิลปเบียนนาเล่ภายในประเทศ
กับนิทรรศการศิลปเบียนนาเล่ต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จะสังเกตเห็นว่าสนามทางทัศนศิลป์ในนิทรรศการศิลปะเบียนนาเล่ของภูมิภาคฯ ต่างแข่งขันกันด้วยบทภัณฑารักษ์ที่ท้าทาย และการตั้งคำถามอันแหลมคมต่อปัญหาสังคมร่วมสมัยในประเทศนั้นๆ
หรือของภูมิภาคฯก็ตามที

ภาพสะท้อนทางวัฒธรรมเช่นนี้เกิดขึ้นได้ด้วยรสนิยมของรัฐและการทำงานเชิงรุก โดยให้ภัณฑารักษ์
ออกแบบจัดวางศิลปะไว้ให้มีประโยชน์ใช้สอย และเป็นกลไกหนึ่งในการแก้ปัญหาทางสังคม

ด้วยการตั้งคำถามการวิพากษ์วิจารณ์และการทำงานความร่วมมือ เพื่อนำเสนอและถอดชุดความรู้จากสนามทางทัศนศิลป์ออกเผยแพร่สู่สาธารณะ

“ทำความเข้าใจโครงสร้างปัญหาของสังคมไทยตามทัศนะและข้อบงชี้ในงานวิจัยของ Charles F. Keyes (1937-)
ขบถผีบุญแห่งสำนักคอร์เนล …. จะได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าหรือไม่ ?”

มันคือหน้าที่หลักของภัณฑารักษ์ในการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่สังคมในวงกว้าง มิใช้การหลีกลี้
ไปสู่ความสุขอันน่าสะพรั่งสะพรึงกลัว คล้ายกับการหลอกตนเองของชนชั้นนำและนักวิชาการเหรียญทอง ในความพยายามเขียนภาพชนบทให้เป็นชาติของยุคสงครามเย็น

หรือหากภัณฑารักษ์ จะศึกษาและทำความเข้าใจโครงสร้างปัญหาของสังคมไทยตามทัศนะและข้อบงชี้ในงานวิจัยของCharles F. Keyes (1937-) ขบถผีบุญแห่งสำนักคอร์เนล (พ่อใหญ่ของนักมานุษยวิทยาไทย) จะได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าหรือไม่?

“ผมว่าเบียนนาโล่-เบียนนาเล่ในประเทศไทยอะไรเนี่ย เป็นเพียงกิจกรรมของพวกอีแล้ง-อีฤทธิ์(elite) มีไว้เพื่อแยกตนเองออกจากชนชั้นอื่นๆในสังคมให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น…..ก็เท่านั้น”

พี่วินหน้าหอศิลป์ฯ เย้ยหยันด้วยสายตาพรางหยิบหมวกกันน็อคยื่นส่งให้ข้าพเจ้าแล้วขึ้นสตาร์ทแมงกะไซด์คู่ชีพ (บรื้นๆ) ฮ่วย…..เบียนน่าโลดดดดดด


อ้างอิงผลงาน

Friction Current: Magic Mountain Project 2019
Mix media installation with Single-channel, Video full HD, Black and white, Silent, 20 min. 09 sec., Loop,
wooden shelf-Black acrylic 29.7 x 42 cm., 5g. NaAlSi2O6 Powder, C10H15N Human urine, Refrigerated cabinet 
120 x 120 x 200 cm., Jadeite Ø 12.7 cm., Marble sphere fountain Ø 60 cm. x 50 cm., Immersion sturgeon waterproof
contact microphone, USB audio interface, controller, 6 sound speakers, Water pump, Paint 29.7 x 42 cm.,
Documentation 21 x 29.7 cm. x 2, Stamp on 100 Yuan-1990 China Banknote, Mural paint.
 Artistic research project by jiandyin                                                                 
 Commissioned by 2019 Asian Art Biennial                                                                        
 Grip and Lighting Equipment Fund: VS Film Fund, Thailand
 Cinematographer: Liam Morgan 
 3d motion graphic: Sawitree Premkamon
 Sound engineer: Chang Huei Ming, Huang Wei
 Artist assistants: Awika Samukrsaman, Atsushi Boonmeewiset
 Geology advice: Thampaphon Sunpa-udom
 Friction Current: Magic Mountain Project 2019
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

Technology now?

บทความโดย : Atsushi Bunmeewiset

บรรณาธิการ : ภาอรุณ

ลองนึกภาพตามกันดูว่าคุณกำลังเดินเข้าไป ณ สถานที่แห่งหนึ่งที่มืดสนิท จู่ ๆ ไฟข้างบนหัวก็กระพริบเปิดขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ นาทีนั้นคุณรู้สึกกลัวมากว่า มันคือพลังงานที่ ‘มองไม่เห็น’ ไปจนถึงอาจนึกได้ว่าเป็นผีหรือวิญญาณ แค่คิดก็ต้องพยายามเดินให้พ้นสถานที่นั้นโดยเร็วที่สุดแล้ว แต่สุดท้ายคุณก็มาทราบภายหลังว่า มันคือไฟที่เปิดอัตโนมัติโดยจับเซ็นเซอร์จากคนเดินผ่าน ทันใดนั้นคุณก็เลิกกลัวสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นฉับพลัน เพราะสรุปแล้วมันเป็นผลที่เกิดจากการทำงานของ ‘เทคโนโลยี’ นั่นเอง เรื่องที่ยกตัวอย่างมาอาจเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ดูไม่ค่อยมีผลกระทบกับตัวเรามากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ การที่เทคโนโลยีทำให้สิ่งที่ดูไม่ปกติให้กลายเป็นเรื่องปกติไปได้ แท้จริงแล้วนั้น ‘พลังงานที่มองไม่เห็น’ กับ ‘สิ่งที่มองไม่เห็น’เช่นกันอย่างเทคโนโลยีนั้น สิ่งใดที่มีพลังอำนาจหรือความน่ากลัวมากกว่ากัน?

การทำงานในลักษณะอัตโนมัติพบเห็นในชีวิตประจำวันได้บ่อยมาก อาจเพียงแค่คุณเสิร์ชหาสินค้าที่ต้องการภายในแอพพลิเคชั่นหนึ่ง หลังจากนั้นแอพก็นำเสนอสินค้าที่คุณต้องการ หรือเกี่ยวข้องมาให้อย่างไม่หยุดเสียจนเลือกไม่ถูก หรือบางทีไม่ต้องเสิร์ชหา แค่คุณคุยกับเพื่อนในแชทส่วนตัวของบางแอพ สินค้าที่คุณต้องการก็เสนอขึ้นมาให้เลือกในหน้าฟีดของแอพอื่นได้ แม้แต่ช่วงนี้ที่ต้องสแกนแอพพลิเคชั่นหนึ่งเพื่อเข้าไปใช้บริการในห้างสรรพสินค้า ซึ่งมีแค่โทรศัพท์เครื่องเดียว คุณก็สามารถเข้าไปใช้บริการในห้างพร้อมกับการได้ควบคุมโรคโควิด 19 ไปพร้อมกันได้ด้วย แล้วหลังจากนั้นมันจะไม่มีผลอะไรกับตัวเราเลยหรือ? คุณอาจนึกไม่ถึงว่าเบื้องหลังของความเป็นอัตโนมัติ หรืออำนาจของเทคโนโลยีที่แสนสะดวกสบายเหล่านี้จะมีผลต่อชีวิตเราอย่างไรบ้าง

ด้วยเทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่มีเป้าหมายในตนเองอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นเนื้อแท้อันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงไม่ได้เป็นอันตรายโดยตัวของมันเอง แต่เป็นการนำไปสู่สิ่งที่อันตราย นั่นคือ มุมมองของมนุษย์ที่เชื่อว่าตนเองสามารถ ‘ควบคุม’ และ ‘เข้าใจ’ ทุกสิ่งได้อย่างเบ็ดเสร็จนั้นเป็นสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า! เพราะมันได้ปิดกั้นตัวตนของมนุษย์เองแยกออกและอยู่เหนือกว่าทุกสรรพสิ่ง แต่แท้จริงแล้วนั้น มนุษย์เองกำลังอยู่ภายใต้กรอบที่เทคโนโลยีกำลังค่อย ๆ วางไว้ให้อย่างไม่รู้ตัว และที่น่ากลัวไปกว่านั้นไม่เฉพาะการมองว่าวัตถุอื่นเป็นทรัพยากรเพื่อใช้ แต่เป็นการที่มนุษย์มองมนุษย์ผู้อื่นว่าเป็นทรัพยากรไปด้วย ซึ่งเทคโนโลยีจะไม่สามารถทำงานได้หากปราศจากคนออกคำสั่ง และหากเมื่อใดที่ผู้ใช้ ใช้งานอย่างไม่รู้เท่าทัน ก็จะกลายเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบได้ในทันที

หรือว่ามนุษย์เรากำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า ‘ยุคมืดใหม่’ (New Dark Age) กันอยู่ ?

_______________________________________________________

‘ยุคมืดใหม่’ เกิดขึ้นโดย James Bridle ผู้เสนอแนวคิดไว้ เกี่ยวกับการที่มนุษย์ได้รับผลโดยตรงจากเทคโนโลยี ตีแผ่ด้านที่มองไม่เห็นของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ซึ่งได้พยายามอธิบายสภาวะที่โลกเต็มไปด้วยเทคโนโลยี หรือข้อมูลที่มีอยู่อย่างมากมาย จนไปถึงมีความซับซ้อนเกินจากความเข้าใจที่มนุษย์จะไปถึง มนุษย์จึงตกอยู่ท่ามกลางความไม่เข้าใจ เช่นเดียวกับ สังคมของผู้คนในยุคกลาง (Middle Age) ซึ่งถือว่าเป็นยุคมืดในสังคมของมนุษย์ ในยุคมืดใหม่นี้เทคโนโลยีได้ป้อนข้อมูลจำนวนมากเข้ามาสู่การรับรู้ของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ social media ไปจนถึงการทำความเข้าใจสังคม และวัฒนธรรมในแต่ละแพลทฟอร์มที่แตกต่างกัน จึงเกิดช่องว่างระหว่างคนที่รู้ และคนที่ไม่รู้ขึ้น แม้จะมีข้อมูลจำนวนมากมายเท่าไหร่ แต่การประมวลผลและความแม่นยำนั้นกลับไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร สิ่งเหล่านี้กำลังบอกให้เห็นถึงพลวัตรใหม่ที่เกิดขึ้นภายในยุคนี้ ซึ่งทำให้เห็นทิศทางในปัจจุบันที่นำไปสู่อนาคตอันมืดดำ

จากที่เทคโนโลยีเคยมอบทางเลือกให้กับมนุษย์แบบวงกว้างนั้นกำลังค่อย ๆ บีบ และทำให้มนุษย์เหลือทางเลือกที่น้อยลงเรื่อยๆ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการคุกคามอย่างต่อเนื่อง จนมนุษย์กำลังถูกทำให้เป็นข้อมูลจากอิทธิพลของเทคโนโลยีที่กำลังเข้าถึงข้อมูลของตน จนวันหนึ่งเราในฐานะ ‘ผู้ใช้’ อาจกลับกลายเป็น ‘สินค้า’ ในแบบที่แนบเนียนจนเราคาดไม่ถึง ขณะเดียวกันในยุคนี้ การทำงานในตัวแบบคณิตศาสตร์ (Algorithms) ก็ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเข้ามาควบคุมชีวิตประจำวัน จนกลายสภาพเป็น ‘ชีวอำนาจ’ ในรูปแบบหนึ่งตั้งแต่การเลือกเพลงในแอพลิเคชั่น การสมัครเรียน การประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน หรือแม้แต่การยอมรับการตั้งค่าเริ่มแรกของฟังก์ชั่นในโทรศัพท์มือถือที่บริษัทผู้ผลิตกำหนดมาที่เราก็ยังใช้อยู่ในทุก ๆ วันโดย น้อยครั้งที่เราจะเปลี่ยนหรือหาทางเลือกใหม่ เพราะเราคิดว่า ‘มันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว’ นั่นเอง

เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลนี้ (Digital Age) อาจเป็นปัญหาที่ค่อนข้างใหม่ และยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งพัฒนาปรับตัวมีความซับซ้อนขึ้นตามยุคสมัย จนมีผลต่อความคิดความอ่านของคนในหลากหลายแง่มุม รวมไปถึงเป็นปัจจัยในการควบคุมเศรษฐกิจ การเมือง และการเป็นเครื่องมือในการควบคุมมนุษย์ด้วยกันเอง ดังนั้นจึงเป็นคำถามที่คนในยุคเราต้องขบคิดกันว่า การที่จะสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างอันแข็งแรงของอำนาจอันไร้ตัวตนนี้ อาจต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการพยายามหาหนทาง หากเรากำลังเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังรับรู้ถึงโครงสร้างอำนาจของสิ่งเหล่านี้ การแก้ปัญหาอาจต้องเริ่มจากการที่ตัวเราต้องกล้าวิพากษ์วิจารณ์อย่าตรงไปตรงมา เพื่อตระหนักว่าใครกันแน่คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงจากการใช้เทคโนโลยี จึงจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จะสามารถสร้างความเข้าใจให้แก่ตัวเราและผู้อื่น โดยที่เราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของอำนาจควบคุมทั้งหลาย ไปจนถึงสามารถสร้างความปลอดภัย

และเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม

หากสนใจสามารถอ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ :

 หนังสือ New Dark Age : Technology and the End of the Future เขียนโดย James Bridle
 หนังสือ Radical Technologies : The Design of Everyday Life เขียนโดย Adam Greenfield
 หนังสือ Power Unbound - อำนาจไร้พรมแดน เขียนโดย ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร 
Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ศิลปะ-การเมือง : กรณีศึกษาภูเขาสีดำ [1/3]

LONGTRUK: Openlab #4

บทความเสพศิลป์บ่มีสม 02 โดย ผิว มีมาลัย

บรรณาธิการ: ภาอรุณ ชูประเสริฐ x สุพิชญา ขุนชำนิ

บทนำ

จุดเริ่มต้นของ Black Mountain College และโรงเรียนประณีตศิลปกรรม ถือกำเนิดขึ้นในปีเดียวกัน แต่อยู่คนละฝากฝั่งมหาสมุทร อยู่เขาคนละลูก (ภูเขาสีดำกับเขาพระสุเมรุ )ปรัชญาการศึกษาคนละชุดที่คล้ายคลึงกันและขัดแย้งกันของ John Dewey และBenedetto Croce คือเบื้องหลังความแตกต่างระหว่างกัน

ศิลปะ-การเมือง กรณีศึกษาภูเขาสีดำ มิใช่การศึกษาเชิงเปรียบเทียบเพื่อจะบ่งชี้ว่าสถานบันใดพ่อทุกสถาบันอย่างที่พ่นกันตามพนังรั้วกำแพง หรืออาจไม่มีข้อสรุปใดๆให้ยึดถือ เป็นเพียงการทดลองสืบค้นลงไปในชั้นข้อมูลหรือบันทึกจดหมายเหตุ จากบทสัมภาษณ์ และบทสนทนาของเหตุการณ์แวดล้อมละคนสร้าง ต่างกรรมต่างวาระ ต่างเทศะต่างเวลา ต่างศรัทธาความเชื่อ

Chapter: I

จากผลของการประดิษฐ์สร้างความหวาดกลัว จริตวิตกต่อภัยคุกคามอันเป็นคอมมิวนิสต์ในประเทศสหรัฐอเมริกาช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 เปิดพื้นที่ให้รัฐบาลแสดงบทผู้ปกป้องและขยายการดำเนินภารกิจแทรกแซงในรูปแบบสงครามเย็น ลงไปในหลายพื้นที่ทั่วภูมิภาคเอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Propaganda หรือวาทกรรมสร้างความหวาดกลัวต่อภัยคุกคามอันเป็นคอมมิวนิสต์ที่แพร่ระบาดไปในสังคมอเมริกันช่วงเวลานั้น ดูจะไม่ต่างจากจริตความหวาดกลัวที่คนไทยมีต่อภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิว นิสต์ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

แม้ในปัจจุบันวาทกรรมดังกล่าวยังคงดำรงอยู่และพัฒนาไปสู่การต่อต้านภัยคุกคามจากลัทธิชังชาติโดยหน่วยปฏิบัติการ กอรมน. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

ในปี ค.ศ. 1956 Black Mountain College ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ความหวาดระแวงซึ่งกันและกันในสังคมจากนโยบายต่อต้านภัยคุกคามอันเป็นคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลกลาง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Black Mountain College อาจไม่รุนแรงหรือป่าเถื่อนเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ล้อมปราบและเข่นฆ่านักศึกษาในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


แต่ถึงอย่างไรสถาบันศิลปะเล็ก ๆ ในภูเขาสีดำอย่าง Black Mountain College ก็ได้รับผลกระทบที่รุนแรงและต้องปิดตัวไปในที่สุด

Experimental education: Black Mountain College

Black Mountain College ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1933 ปีเดียวกับการก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม โดยหลวงวิจิตรวาทการ (1898- 1962) พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (1895- 1950) และศาสตราจารย์ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado Feroci; 1892–1962) ชาวอิตาลีซึ่งเดินทางมารับราชการในประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอาจารย์ผู้สอนหลัก


โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรในปี ค.ศ. 1943 เป็นสถาบันศิลปะเล็ก ๆ หน้าพระลานใกล้กับภูเขาพระสุเมรุ (Mount Meru) มีภูมิรัฐศาสตร์ร่วมในพื้นที่ตั้งบริเวณเดียวกันกับมหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ ย่อมได้รับผลกระทบในบริบททางการเมืองไม่มากก็น้อย อาจารย์มานิตย์ ภู่อารีย์ (1935-2008) เล่าบรรยากาศอึมครึมในช่วงเวลาดังกล่าวว่า


คณบดีคณะจิตรกรรมฯ มีทัศนะไม่เห็นด้วยและได้ห้ามปรามอาจารย์ในคณะฯ ที่เข้าไปมีพฤติกรรมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวการชุมนุมของบรรดานักศึกษาและอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ


คณบดีฯในเวลานั้นอาจมีความเห็นว่า ศิลปะชั้นเลิศอันจะนำไปสู่การรู้แจ้งทางปัญญาของมนุษยชาติ ย่อมอยู่เหนือพ้นไปจากเรื่องทางการเมือง หรืออาจตอบสนองนโยบายภายใต้การกำกับดูแลของภาครัฐเพียงเท่านั้นก็เป็นได้ พูดให้แคบก็คือ ศิลปะไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แม้การเมืองจะยุ่งเกี่ยวกับศิลปะก็ตาม

  • ข้อสังเกตถัดมาในประเด็นนี้ก็คือ แรงจูงในอะไรที่ทำให้ศิลปะไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง?

โรงเรียนประณีตศิลปกรรมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรในปี ค.ศ. 1943

บทเพลงประจำมหาวิทยาลัยอาจเป็นหนึ่งในปฐมบทของคนหนุ่มสาวหลายคน บทเพลงคือจุดเริ่มต้นของวาทกรรมอันทรงพลังชนิดหนึ่งดำรงคงอยู่นอกพื้นที่ทางโสตสัมผัสวิทยา (Audiology) ไปจนชั่วอายุไข ไม่ว่าเราจะร้องมันออกมาหรือไม่ เนื้อร้องและทำนองได้ฝังเข้าไปในช่องหรือร่องหยักของส่วนทรงจำเสียแล้ว


หากเราพิจารณาเพลงศิลปากรนิยมในฐานะตัวบท ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นกุญแจดอกที่หนึ่งทดลองไขประตูบานใหญ่ออก ไปสู่ความเป็นจริงทางสังคมและการค้นพบใหม่ ๆ ไม่แน่ว่ากุญแจดอกนี้อาจเป็นกุญแจผีที่สามารถสะเดาะประตูได้หลายบาน


เพลงศิลปากรนิยมนั้นไม่ปรากฏผู้ประพันธ์คำร้องและไม่ได้ระบุช่วงเวลาในการแต่งคำร้อง เฉพาะทำนองเพลงนั้นนำมาจากเพลง Santa Lucia ในต้นฉบับภาษาอิตาลีโดย เตโอโดโร กอตตราอู (Teodoro Cottrau; 1827–1879) เนื้อร้องตอนหนึ่งมีความว่า ในต้นฉบับภาษาอิตาลีโดย เตโอโดโร กอตตราอู (Teodoro Cottrau; 1827–1879) เนื้อร้องตอนหนึ่งมีความว่า “ศิลปินอยู่เพื่ออะไร ยืนยงเพื่อจรรโลงสิ่งไหน”


จะเห็นได้ว่าตัวบทของเนื้อร้องท่อนนี้แสดงความฮึกเหิมท้าทาย และให้ความสำคัญต่ออาชีพนักศิลปะเป็นอย่างยิ่ง ด้วยทิ้งท้ายคำถามเชิงอภิปรัชญา (Metaphysic) จากนั้นเนื้อร้องท่อนต่อมามีความว่า
จากนั้นเนื้อร้องท่อนต่อมามีความว่า

“แต่ศิลปินกลับภาคภูมิในใจที่ได้สร้างเพื่อ มนุษยธรรม”


จะสังเกตเห็นว่าตัวบทที่ปรากฏในเนื้อร้อง 2 ท่อนดูจะย้อนแย้งกันอยู่ไม่มากก็น้อยในแง่ตัวบท เนื้อร้องท่อนที่ 2 ได้แสดง แถลงการณ์ (manifesto) ในฐานะศิลปินด้วยความเชื่อที่ว่านี่เป็นอาชีพที่เสียสละ และเป็นไปเพื่อคุณธรรมของมวลมนุษยชาติ โดยปฏิเสธที่จะตอบคำถามในท่อนที่ 1 ด้วยความมั่นใจ


รูปและความหมายสัญญะที่ปรากฏในคำร้อง ให้จินตภาพเทียบเคียงกับผลงานปรัชญานิพนธ์เชิงสุนทรียศาสตร์จากหนังสือ The Essence of Aesthetics โดย Benedetto Croce (b.1866 – 1952) นักปราชญ์ชาวอิตาเลียนผู้นิยามศิลปะว่าคือญาณทัศน์ (intuition) ไม่เกี่ยวกับความคิดเชิงเหตุและผล


ปรัชญาสุนทรียศาตร์ของ Croce ได้ถูกพัฒนาต่อมาโดยนักการศึกษาและนักปรัชญาอีกหลายท่านอาทิ R. G. Collingwood (1889 1943) และ Corrado Feroci (1892 –1962) นิยามศิลปะเช่นนี้ได้กลายเป็น กรอบคิดอย่างมั่นคงในกลุ่มศิลปินสำนักหน้าพระลานฯ


อาจเป็นความจริงที่ว่าเนื้อเพลงศิลปากรนิยมไม่ได้ถูกเขียนขึ้นเพื่อตอบคำถามในใจของผู้แต่ง แต่อย่างไรก็ตามบทเพลงนี้ได้ ถูกผลิตซ้ำและตอกย้ำคำถามใหม่ ๆ ที่ว่า “ทุกวันนี้เรามีศิลปินไว้เพื่ออะไรและศิลปะควรมีประโยชน์ใช้สอยอย่างไรในทางสังคม”

ที่มาภาพ: SU page

ในตอนท้ายของเพลงศิลปากรนิยม ศิลปินได้ตัดพ้อมวลมนุษย์เล็กน้อยด้วยความปรารถนาที่จะมีชีวิตศิวิไล จากนั้นพวกเขาก็ชวนกันเริงรื่น เนื้อเพลงความว่า “มนุษย์เราหากรักศิลป์ สิ่งซึ่งงามวิไล มวลมนุษย์คงสดชื่น รื่นเริงศิวิไล มะมา เรามารื่นเริง มะมา เรามาบันเทิง มะมา เรามารื่นเริง เชิงชื่นรื่นสำราญ”


จากการวิเคราะห์ตัวบทแน่นอนว่าบทเพลงศิลปากรนิยมมิได้มีเนื้อหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองตามทัศนะที่ว่า ศิลปะไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการเมือง นั้นอาจอนุมานได้หรือไม่ว่าบทเพลงศิลปากรนิยมบ่งชี้สภาวะการ ‘หวนกลับ’ หรือจมดิ่งสู่โลกความจริงภายในของศิลปินซึ่งเป็นโลกความจริงอีกชุดหนึ่งตามที่ Croce กล่าวอ้าง

แต่ก็ใช่ว่านิยามศิลปะในแนวทางเช่นนี้จะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ กรณีศึกษาเหตุการณ์การชุมนุมเรียกร้องการปฏิรูปประเทศ ของมวลมหาประชาชนกลุ่ม กปปส. ในปีค.ศ. 2014 อธิการบดีและคณบดีคณะจิตรกรรมฯในเวลานั้นได้นำคณาจารย์และนักศึกษาจำนวนหนึ่งเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าว


ยังส่งผลให้รูปแบบกิจกรรมและรูปลักษณ์ของมวลชนและรูปแบบการชุมนุมมีความแปลกใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์นานาประการ อาทิ กิจกรรม Art Lane และ Shutdown Bangkok เป็นต้น


ถึงแม้การเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. ของมหาวิทยาลัยศิลปากรครั้งนั้นจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากิจกรรมการขับเคลื่อนดังกล่าวอยู่ในขบวนการของกลุ่ม กปปส. ซึ่งก่อให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารโดยกองทัพ

กิจกรรม Art Lane และ Shutdown Bangkok

เวลา 20 นาฬิกา 29 นาทีของวันที่ 26 มกราคม ปี ค.ศ. 2014


ผมไม่ได้เรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัตินะครับ แต่ผมเรียกร้องให้ทหารออกมาคุ้มครองประชาชน…” เสียงปราศรัยบนเวทีเงียบงันไปชั่วครู่ กล้องแพนกลับไปที่กำนันสุเทพยังยืนนิ่งอยู่บนเวที ริมฝีปากที่แห้งผากทำให้ต้องเม้มมันเข้าไป ใช้น้ำลายจากปลายลิ้นลูบไล้ให้ชุ่มชื้น สายตาเศร้าสร้อยระคนผิดหวังของเขากำลังกวาดมองลงไปสู่มวลชนที่แน่นขนัดเบื้องล่าง


ทันใดนั้นเสียงร้องก็เริ่มสอดประสาน ค่อย ๆ ดังขึ้น ๆๆๆๆๆ มวลชนที่รวมตัวอยู่เต็มถนนบริเวณสี่แยกปทุมวันหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ต่างพากันร้องตะโกน “ทหารออกมา…ทหารออกมา…ทหารออกมา…ทหารออกมา………..”


เสียงที่ดังจากโทรทัศน์ปกคลุมความเงียบ คนที่โต๊ะอาหารนั่งมองหน้ากัน “เราจะปฏิรูปประเทศโดยไม่ไปเลือกตั้งกันใช่ไหมครับ” เด็กหนุ่มผมยาวเอ่ยถามผู้เป็นพ่อที่นั่งตรงข้าม ตาจ้องกันแต่ไม่มีคำตอบ ผู้เป็นแม่รวบช้อนส้อมบนจานและลุกออกจากหัวโต๊ะ หยิบรีโมทปิดโทรทัศน์แล้วเลี่ยง หนีเข้าครัว ความเงียบงันกลับเข้าปกคลุมบรรยากาศมื้อค่ำในบ้านหลังนี้อีกเช่นเคย


ประเด็นเรื่องศิลปะกับการเมือง เป็นประเด็นปัญหาและข้อถกเถียงกันมานานจากอดีตจนปัจจุบัน จากเรเนซองส์ถึงนีโอคลาสสิค จากโรแมนติกถึงดาดา จาก Antifa ถึง flashmob ไม่ว่าเราจะเชิดชูศิลปะเพื่อศิลปะโดยปฏิเสธการเมือง อย่างไรเสียการเมืองก็เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศิลปะไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดี


Chapter: II


กรณีศึกษาที่น่าสนใจจาก Black Mountain College พื้นที่ทดลองการศึกษาเล็ก ๆ ในหุบเขาสีดำเป็นกรณีการเมืองแทรกแซงโดยอำนาจรัฐ ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทางการศึกษาอย่างรุนแรงและได้ทำลายโรงเรียนศิลปะในฝันหรือโรงเรียนต้นแบบของใครหลายคน


Black Mountain College ปิดตัวลงเมื่อปี ค.ศ. 1957 หลังเปิดทำการเรียนการสอนเป็นเวลา 24 ปี และเป็น 24 ปีแห่งความเข้มข้นของการค้นคว้าทดลองเชิงปฏิบัติการ ในสภาพแวดล้อมธรรมชาติและความมุ่งมั่นในการศึกษาสหวิทยาการ (interdisciplinary)


ประกอบกับความลุ่มลึกในหลักการและปรัชญาการศึกษาแบบก้าวหน้าของ John Dewey (1859 –1952) แนวคิดที่เปิดให้กระบวนการทางศิลปะเป็นแก่นกลางของประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งหลาย


ที่วิทยาลัยเขตพระราชวังสนามจันทร์ย้อนกลับไปต้นทศวรรษที่ 1970 ที่หมวดวิชาทัศนศิลป์ คณะอักษรศาสตร์เมื่อครั้งที่อาจารย์ดำรง วงศ์อุปราช เดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกา


หลังจบการศึกษาระดับปริญญาโททัศนศิลป์จากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ภายใต้ทุนการศึกษาจากมูลนิธิ J.D. Rockefeller 3rd Fund Fellowship และเข้าเป็นอาจารย์ประจำ

คณะอักษรศาสตร์และศาลาแปดเหลี่ยมบริเวณสระแก้ว มหาลัยศิลปากร วิทยาลัยเขตพระราชวังสนามจันทร์


การเรียนการสอนทัศนศิลป์ที่คณะอักษรฯ ได้กลายเป็นพื้นที่ทดลองการศึกษาทัศนศิลป์ที่แตกต่างไปจากการศึกษากระแสหลักที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศทางอคาเดมิก อาจารย์ดำรงพัฒนาแนวทางการศึกษาของ Dewey โดยปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและนิเวศทางการศึกษาของคณะฯในเวลานั้น


หากจินตนาการกายภาพทางภูมิศาสตร์ของคณะอักษรฯ ในบริบทเชิงพื้นที่ช่วงทศวรรษที่ 1970 ภาพทะเลสาบหน้าคณะฯ อาคารโมเดิร์นและโคโลนี่อยู่ไม่ไกลกันนัก


ป่ารกชัฏและความไม่ชัดเจนของอาณาบริเวณห้องเรียนเวลานั้นคือพื้นที่การเรียนรู้ของบรรดานักศึกษาวัยทะโมนที่มาใช้ชีวิตร่วมกันในแบบโรงเรียนกินนอนที่ต่างจังหวัด


พื้นที่หรือสถานที่คือตัวแปรหนึ่งของการสร้างบรรยากาศการทดลองด้านการศึกษา พื้นที่ที่คลุมเครือหรือไม่ชัดเจนกลับส่งผลให้เกิดการทดลองใหม่ ๆ ทางการศึกษาได้น่าสนใจ


แนวทางของหลักสูตรซึ่งสลายกรอบโครงสร้างการศึกษา ที่มุ่งเน้นอคาเดมิกภายใต้นิเวศการศึกษาของคณะจิตรกรรมฯ เวลานั้น มีนัยสำคัญอย่างไรและเป็นสิ่งที่ควรแก่การศึกษาถอดความรู้ต่อไป

ภาพ มล.ปิ่นมาลากุล เปิดวิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ และภาพสระแก้วบริเวณหน้าคณะอักษรฯ

วารสารภูเขาสีดำพื้นที่ทดลองการศึกษา (Black Mountain: Experimental College) คือ เอกสารชุดความรู้ที่ถอดออกจากกิจกรรมการดำเนินการเรียนการสอน แม้แต่ในด้านการบริหารจัดการของBlack Mountain Collegeที่มีความแตกต่างจากมหาวิทยาลัยหรือวิทยาลัยอื่น ๆ โดยทั่วไปในสหรัฐ อเมริกา


Black Mountain Collage บริหารและจัดการกันเองโดยไม่มีอธิการบดี ไม่มีคณบดีฯ มีแต่ผู้สอน ผู้ช่วยสอน และนักศึกษา สมาชิกทุกคนในชุมชนแห่งนี้มีส่วนร่วมในการจัดการและบริหารด้านต่าง ๆ เช่น ผู้เรียนและผู้สอนออกแบบรายวิชาร่วมกัน ผู้เรียนเป็นผู้กำหนดว่าจะเรียนอะไรและกำหนดเองว่าจะจบการศึกษาเมื่อไร


นอกจากนั้นพวกเขาร่วมสร้างกิจกรรมเช่น การทำงานที่แปลงผักสวนครัว โครงการออกแบบและก่อสร้างอาคาร และบังกะโลที่พัก สร้างอุปกรณ์ต่างๆในการเรียนการสอนร่วมกัน Black Mountain College คือ โรงเรียนที่ไม่มีหน่วยกิตและไม่ต้องเสียค่าเทอม ฯลฯ

Black Mountain College learning activity

แม้แต่งานในครัวพวกเขาก็แบ่งหน้าที่กันดูแลและรับผิดชอบ Black Mountain College คือโรงเรียนแบบกินนอนและมันได้กลายเป็นคอมมูทางด้านสหวิทยาการสมัยใหม่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ณ เวลานั้น


นักเรียนและผู้สอน(student and faculty) กินนอนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ในวันหยุดนักศึกษามักไม่ค่อยกลับบ้านหลังอาหารค่ำพวกเขาเต้นรำและจัดการแสดงสดต่างๆ เสมอ


ผู้สอนและนักศีกษาแสดงละครร่วมกัน โดยนำผลงานของแต่ละคนค้นหาความเป็นไปได้ของการนำเสนอศิลปะความร่วมมือและการมีส่วนร่วมทางสังคม (Collaborative and participatory arts) สร้างสรรค์อุปรากรร่วมสมัย


ยังผลให้เกิดการค้นพบใหม่ ๆ ด้วยประสบการณ์ทางศิลปะในชีวิตประจำวันของทั้งผู้เรียนและผู้สอนไปพร้อม ๆ กัน

Black Mountain college learning activity

หลายทศวรรษต่อมาพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสหรัฐอเมริกา และยุโรปได้จัดแสดงนิทรรศการถอดความรู้เกี่ยวกับ Black Mountain College ซึ่งแน่นอนว่าบทภัณฑารักษ์ของนิทรรศการหลายครั้งเน้นย้ำไปที่การเรียนรู้เชิงสหวิทยาการซึ่ง Black Mountain College ได้พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 50-60


การทดลองมากมายในช่วงเวลานั้นได้ส่งต่ออิทธิพลไปสู่สังคมในวงกว้าง เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไม่เฉพาะแต่แวดวงศิลปะทั้งด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม สื่อผสม นิวมีเดียเท่านั้น หากยังแทรกซึมเข้าไปสู่สังคมการเมืองและวัฒนธรรมของสหรัฐอเมริกาและของโลกอีกด้วย

วารสารชุดความรู้ของ Black Mountain College


Chapter: III

มีรายงานข่าวลือสะพัดเมื่อ FBI ยืนขอต่ออัยการเมืองแชลอดวิว นัยเพื่อตอบข้อกังขาของชาวบ้านที่สงสัยในมนต์ดำแห่งภูเขาสีดำ


“เขาว่ากันว่าภูเขาสีดำเป็นที่สุมหัวกันของพวกนอกศาสนา พวกรักร่วมเพศ และพวกขี้ยา”


เดฟพูดพรางเคาะบุหรี่ใส่ฝีปาก กาแฟดำกรุ่นหอมบนโต๊ะเรียกร้องให้ซิปมันเข้าไปผสมกับควันบุหรี่ที่พึ่งซื้ดเข้าไปให้โล่งในลำคอ


ชิตท์” พีเทอร์ กังวานสบถเหมือนมีขี้ติดอยู่ริมฝีปาก (สำนวนแบบรงค์) เขาหยิบไม้ม๊อปหลังเคาน์เตอร์บิดน้ำแล้วเดินถูไปบนพื้นจากด้านในมาหยุดที่เดฟตรงประตู


เดฟคุณไม่รู้ใช่ไหม มีพวกคอมมิวนิสต์สอนอยู่ที่นั่นด้วย” พีเทอร์ยื่นมือหยิบที่เขี่ยบุหรี่จากโต๊ะของเดฟแล้วเดินกลับไปหลังเคาน์เทอร์เหวี่ยงไม้ม๊อปเข้าเก็บในที่ของมันแล้วกวาดก้นบุหรี่จากที่เขี่ยลงถังทิ้ง


กอธแดมอิตท์ ยังมีนิคเกอร์เรียนที่นั่นอีกด้วย” พีเทอร์พูดจบกระแทกที่เขี่ยบุหรี่ซึ่งเช็ดจนสะอ้านลงโครมใหญ่และขยับมันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบนเคาน์เทอร์นั้น


เดฟกระดกกาแฟที่ขอดถ้วยลงคอสายตาจับจ้องออกไปยังความว่างเปล่าบนท้องถนนแล้วลุกขึ้น “ผมสาบบาน…พีเทอร์ ถ้าผมเอาพวกมันขึ้นศาลไม่ได้ผมยอมลาออก พวกมันทำลายความสงบของเมืองนี้และนี้เป็นหน้าที่ของผม” เดฟเน้นเสียงหล่อแล้วเดินไปที่รถAsheville PDของเขา ซึ่งจอดอยู่หน้าร้านแล้วบึ่งออกไป

สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ หรือ FBI ได้ออกคำสั่งให้ทำการสืบสวนในทางลับที่ Black Mountain College โดยเปิดเผยมูลเหตุเอกสารในการสืบสวนยื่นต่อ Carolina Public Press ผ่านข้อกฎหมายเรื่องสิทธิและเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสาธารณะชนสามารถเข้าถึงได้


เอกสารดังกล่าวอธิบายถึงมูลเหตุจูงใจขบวนการและขั้นตอนของปฏิบัติการในการสืบสวนครั้งนั้น ในเอกสารระบุวันที่ 3 เมษายน ปี 1956 Cecil Pate อัยการสูงสุดและองค์การทหารผ่านศึกแห่งเมือง Winston-Salem ได้เรียกประชุมร่วมกับ FBI และหน่วยงานอื่น ๆ


มีรายงานว่าองค์การทหารผ่านศึกได้จัดการและควบคุมปฏิบัติการตรวจสอบ Black Mountain College และได้แสดงความกังวลที่องค์การฯเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยการมอบทุนการศึกษา G.I. bill ในลักษณะทุนให้เปล่าประจำปี แก่ Black Mountain College


ในรายงานอ้างว่านักศึกษาที่นี่ไม่เข้าเรียนหรือไม่มีการสอนในห้องเรียนแบบปกติ มีหลักฐานแสดงว่าสถาบันแห่งนี้ไม่มีบันทึกการวัดผลการเรียนของนักศึกษา องค์การทหารผ่านศึกจึงได้ให้คำปรึกษาแก่ FBI เพื่อเข้าสืบสวนลงลึกในรายละเอียดของกิจวัตรประจำวันภายในสถาบันฯ

บรรยากาศการเรียนการสอนที่ Black Mountain College

หลังจากการประชุมเจ้าหน้าที่องค์การทหารผ่านศึก พวกเขาได้ยื่นรายงานสรุปให้คณะกรรมการด้านการศึกษาแห่งรัฐ North Carolina เพื่อถอนใบอนุญาตรวมถึงการยกเลิกงบประมาณที่บริจาคให้แก่สถาบัน


นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 1950 เป็นต้นมา จำนวนนักศึกษาที่ลงทะเบียนเริ่มลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าในปี ค.ศ. 1956 มีนักศึกษาจำนวน 9 คน จาก 23 คน อยู่ในความดูแลด้านการเงินโดยองค์การทหาร ผ่านศึก (VA)


ขณะที่ทุนรอนในการจัดการศึกษาได้มาถึงจุดเสื่อมโทรม นักศึกษาและทางคณะประกาศขายเปียโน สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อช่วยเยี่ยวยาสภาพคล่องทางการเงินของ Black Mountain College


นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างลงความเห็นว่าการขยับขององค์การทหารผ่านศึกครั้งนั้นคือหายนะ และมรณ กรรมทางการศึกษา ไม่ใช่เพียงการระงับความช่วยเหลือด้านการเงินแก่สถาบันฯในฐานะผู้มอบทุนสนับ สนุนการศึกษา แต่ในขณะเดียวกัน VA ได้กลายเป็นเจ้าภาพในการจัดการและทำลายความก้าวหน้าทางการศึกษาเสียเอง

นักศึกษาที่นี่ไม่ทำอะไรเลยทั้งวัน …

บันทึกการสอบสวนของ FBI ระบุว่า “การจัดการเรียนการสอนของ Black Mountain College มีลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างไปจากสถาบันการศึกษาทั่วไปตัวอย่างเช่น นักศึกษาที่นี่ไม่ทำอะไรเลยทั้งวัน (Do nothing all day) พวกเขาอาจรวมตัวกันที่ทะเลสาบหรือหน้าอาคาร”

Lake Eden, Black Mountain: The Art of Doing Nothing

…บ้างแช่น้ำ อาบแดด เล่นกีต้าร์ บางพวกกระโดดไปมาตามต้นไม้ที่เชิงเขา แต่พอตกดึกในเวลาค่ำมืดนักศึกษาอารมณ์ศิลป์ขึ้นมา และต้องการที่จะวาดรูปหรือเขียนกวีสักบท เขาจะเดินไปเรียกอาจารย์ผู้สอนที่บ้านพักเดี๋ยวนั้นเพื่อให้อาจารย์ผู้สอนให้คำปรึกษาแนะนำได้โดยการส่วนตัว”

บรรยากาศแห่งเสรีนิยมหัวก้าวหน้าของ Black Mountain College ได้ดึงดูดความสนใจใคร่รู้จากสาธารณะชนมากยิ่งขึ้นและนำไปสู่การตั้งข้อสงสัยที่ว่า Black Mountain College ได้รับการอุปถัมภ์โดยพวกคอมมิวนิสต์ที่ปฏิบัติการแทรกซึมอยู่ในสหรัฐอเมริกาขณะนั้นจริงหรือไม่?

Campus map: The Service House #9, เชิงเขา Rocky Mount ใกล้กับทะเลสาบอีเดน


โปรดติดตามตอน 2

เอกสารอ้างอิง

ส่วนหนึ่งจากบทความ: การสืบสวนสอบสวนของ FBI ที่วิทยาลัยศิลปะ Black Mountain โดย: Carmelo Pampillonio & Chava Krivchen

Categories
ไม่มีหมวดหมู่

ศิลปะ-การเมือง : กรณีศึกษาภูเขาสีดำ [2/3]

LONGTRUK: Openlab #4

บทความเสพศิลป์บ่มีสม 02 โดย ผิว มีมาลัย

บรรณาธิการ: ภาอรุณ ชูประเสริฐ x สุพิชญา ขุนชำนิ

Chapter: IV

“…การกระทำของรัฐเป็นการละเมิดสิทธิทางการศึกษารบกวน และทำ ลายบรรยากาศสร้างสรรค์อันสานติภายในแคมพัสอย่างสิ้นเชิง…”

นักศึกษาและคณะผู้สอน ได้กล่าวถึงความปัญญาอ่อนและปัญหาที่ตามมาเมื่อพวกเขาเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดคลุมที่มีตราสัญลักษณ์ FBI กำลังด้อม ๆ มอง ๆ อยู่รอบ ๆ แคมพัส

“มันเป็นช่วงเวลาแห่งความหายนะ” 

Robert Creeley (1926 – 2005) นักศึกษา กวี และผู้ช่วยสอนที่ภาควิชาอักษรศาสตร์(literature)กล่าว

“พวกนักศึกษาไม่ให้ความร่วมมือใด ๆ ระหว่างการสืบสวนของ FBI พวกเขาไม่ตอบคำถามและไม่ถามหาคำตอบ” 

Creeley ยักไหล่ขับเน้นเสียงให้แจ่มชัด ตาซ้ายที่บอดมืดของเขาไม่เคยเป็นอุปสรรคต่อบทกวี

Black Mountain Poets: Charles Olson, Robert Creeley, Robert Duncan and Denise Levertov, Josef Albers, John Cage, M. C. Richards and Hilda Morley.

ส่วน Dorothea Rockburne (1932-) นักศึกษาจิตรกรรมอีกคน เธอเป็นคนสร้างความงุนงงแก่ FBI ด้วยเล่ห์กลหลายวิธี เช่นการแสดงความขบถต่อเจ้าหน้าที่


เธอเล่าว่า “พวก FBI เข้ามาทุกวัน ดูเหมือนอะไรบางอย่างที่คุณเคยเห็นในหนังเกรดบีหรือเกรดซี พวกนั้นจะสวมเสื้อชุดปฏิบัติการที่คุณสามารถมองเห็นได้จากระยะมากกว่าหนึ่งไมล์…. แน่นอนพวกเราทำการแสดงสดให้พวกเขาดู


พวกเรานัดกันไม่สวมรองเท้าเดินเปลือยตีน(สำนวนแบบรงค์)ในช่วงกลางฤดูหนาว และมักจะจุดไม้ขีดบนฝ่าตีนที่เปลือยเปล่าเพื่อจุดบุหรี่สูบต่อหน้าพวกเขา มันเป็นการยืนยันความรู้สึกนึกคิดของพวกเราถึงความเลวร้ายที่สุดที่มีต่อภาครัฐ “

แน่นอนว่าพวกเราไม่เคยตอบคำถามพวก FBI สักคำถามเดียว เพราะการกระทำของรัฐเป็นการละเมิดสิทธิทางการศึกษา รบกวนและทำลายบรรยากาศสร้างสรรค์อันสานติภายในแคมพัสอย่างสิ้นเชิง ฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง


Rockburne อธิบายภาพเหตุการณ์ให้เราฟังเหมือนมันเพิ่งผ่านไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เธอคือนักศึกษาเพียงไม่กี่คนที่ได้ลงเรียนปรัชญาและประวัติศาตร์คณิตศาสตร์ ในวิชา Geometry for Artists กับ Max Dehn นักคณิตศาสตร์ นักเลขาคณิต และนักปริภูมิคณิตศาสตร์ทฤษฏี ที่ Black Mountain College


มันเป็นวิชาคณิตศาสตร์ที่ไม่ได้สอนคณิตศาสตร์ แต่เป็นวิชาที่สอนให้ศิลปินคิดอย่างเป็นคณิตศาสตร์ “ Rockburne พูดถึงDehn ในฐานะ Turning point

Dorothea Rockburne, an installation view Dia: Beacon NY

Paul Radin (1883 – 1959) นักมานุษยวิทยาและผู้สอนที่สถาบัน เป็นผู้หนึ่งที่ถูก FBI ติดตามความเคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษ รายงานฉบับนี้ระบุว่า Radin เป็นฝ่ายซ้ายด้วยสนับสนุนแนวคิดความเสมอภาคและภารดรภาพระหว่างผิวสี และถูกป้ายสีให้กลายเป็นกลุ่มหัวรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อรัฐ


หลังจากที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวขับเคลื่อนเรื่องสิทธิมนุษยชน Paul Radin เดินทางหลบหนีไปอยู่ Switzerland ในปีค.ศ. 1952 และทำงานให้กับ Bollingen Foundation ร่วมกับ C. G. Jung ที่มูลนิธิเพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาวิจัยและงานหนังสือวารสารของมหาวิทยาลัย


Radin เดินทางกลับสหรัฐอเมริกาในปี 1956 โดยเข้ารับตำแหน่งคณบดีคณะมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัย Brandeis และถือเป็นนักมานุษยวิทยารุ่นแรก ๆ ที่ทำการศึกษาชาติพันธุ์วิทยาชนเผ่าอินเดียแดงตั้งแต่ปี 1908 เป็นต้นมา และเป็นผู้รวบรวมคำด่าในตำนานของกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่าพื้นเมืองในหลายทวีป

สื่อต่อต้าน Red Scare ภัยคุมคามคอมมิวนิสต์ในสหรัฐอเมริกา

ต่อมาในวันที่ 21 กฏาคม 1956 อัยการกลาง James M. Baley ได้เข้าพบพนักงาน FBI ซึ่งเกี่ยวข้องในการลงพื้นที่สืบสวนจากเมือง Charlotte และยืนยันการสืบสวนอย่างเป็นทางการว่าพยานหลักฐานที่จะเอาผิดทางกฏหมายต่อ Black Mountain College ยังไม่เพียงพอในการส่งฟ้องต่อศาล

เขาได้กล่าวในท้ายที่สุดว่าจะไม่มีการดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติมอีกต่อไปและให้หยุดปฏิบัติการสืบสวนทันที FBI จึงยุติการปฏิบัติหน้าที่สืบค้นพยานหลักฐานภายใน Black Mountain College พวกเขาใช้เวลาประมาณพียงเดือนเศษ ภูเขาสีดำได้ถูกปกคลุมไปด้วยความสิ้นหวัง


การเดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด และปิดตัวลงด้วยขาดทุนรอนสนับสนุนในการจัดการศึกษาจนอีกหลายทศวรรษ Black Mountain College ได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในสถาบันทดลองด้านการศึกษาที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงโลกเช่นเดียวกับสถาบันเบาเฮาส์ซึ่งถูกนาซีสั่งปิด


Chapter: V


หลังจากที่ John Andrew Rice (1888 – 1968) นักสังคมศาสตร์-นักการศึกษาหัวก้าวหน้า Theodors Dreier (-1997) วิศวกร-นักการศึกษา เพื่อน ๆ และนักศึกษาบางส่วนถูกขับไล่จาก Rollins College เมือง Winter Park รัฐฟลอริดา เนื่องจากพวกเขาประท้วงเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปการศึกษา


Rice และ Dreier ร่วมกันก่อตั้ง Black Mountain College ขึ้นในปี ค.ศ. 1933 โดยได้ริเริ่มวางรากฐานแนวทางการศึกษาสหศาสตร์ด้วยดุลยภาพในความเป็นมนุษย์ การลงมือกระทำ และศิลปะในฐานะศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้และเปิดเสรีการศึกษา

ภาพ: BMC Left: Studies Building, Designed in 1940 by A. Lawrence Kocher, the building was completed in 1941. An image in 2007

John Andrew Rice ได้ทะลายกำแพงชนชั้นระหว่างผู้สอนกับผู้ศึกษา และสร้างชุมชนการศึกษาหัวก้าวหน้าด้วยการทดลองต่าง ๆ ในเชิงสหวิทยาการตามหลักปรัชญาการศึกษาของ John Dewey ซึ่งเชื่อว่าการศึกษานั้นจำเป็นต้องเรียนรู้ผ่านการกระทำ (Learn by doing) และอาศัยมือของเราเองเป็นผู้สอน


หลักปรัชญาปฏิบัตินิยม (pragmatism) ตามทัศนะของ Dewey นั้นเชื่อว่าประสบการณ์ตรงตามที่เป็นจริงจากการลงมือปฏิบัติของมนุษย์จะนำไปสู่ความรู้และความจริง


แนวทางปฏิรูปการศึกษาของ Dewey ระบุว่าไม่เพียงนักศึกษาเท่านั้นที่เป็นผู้เรียน แต่ความสำคัญของหลักการศึกษาแบบก้าวหน้าจำเป็นต้องอาศัยการมีประสบการณ์ร่วมกันของผู้เรียนและผู้สอนเป็นสำคัญ


โดยเน้นให้ผู้สอนทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลพื้นฐาน จากนั้นต้องส่งเสริมให้นักศึกษาทำงานเป็นกลุ่มซึ่งนั่นคือกลไกที่ทำให้นักศึกษาเกิดการปะทะสื่อสารพูดคุยหรือแม้แต่การโต้แย้งถกเถียง

Dewey มองว่านี่คือคุณค่าในความร่วมมือกันของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ผู้สอนจำเป็นต้องเฝ้าสังเกตต่อความสนใจและเป้าหมายของนักศึกษา และช่วยนักศึกษาพัฒนาแนวทางและทักษะในการแก้ปัญหา


แน่นอนว่าปรัชญาการศึกษาของ John Dewey (1859-1952) คือขั้วตรงข้ามกับปรัชญาแนวคิดของ Benedetto Croce (1866-1952) ซึ่งเชื่อในจิตนิยม และเชื่อว่าการสำแดงออกของอารมณ์ความรู้สึกนั้นคือเนื้อตัวของศิลปะมิใช่ความคิดเชิงเหตุผล


ศิลปะเป็นมโนคติอันบริสุทธิ์ของศิลปิน” คำกล่าวของ Croce แสดงให้เห็นถึงความยากลำบากในการเข้าถึงมโนทัศน์ของผู้สร้างผลงานศิลปะไม่มากก็น้อย ในกรณีนี้ปรัชญาสุนทรียศาสตร์ตามแนวคิดจิตนิยมสัมบูรณ์ของ Croce ได้ส่งผลให้ความจริงแท้กลายเป็นโลกภายในที่คู่ขนานไปกับปรากฏการณ์ของโลกภายนอก


การสำแดงอารมณ์ความรู้สึกของปัจเจกศิลปินจึงกลายเป็นช่องทางที่ทรงพลัง ในการเชื่อมโยงโลกความจริงทั้งสองด้านเข้าหากัน ศิลปะในทัศนะของ Croce จึงเป็นญาณทัศน์ที่นำพาศิลปินเข้าถึงโลกความจริงภายในตนเองซึ่งเป็นโลกที่ บริสุทธิ์กว่าโลกความจริงภายนอก


ญาณทัศน์หรือจินตภาพการหยั่งเห็นภายในใจนั้นเป็นสิ่งทางทฤษฏี มิใช่สิ่งที่เน้นไปในทางปฏิบัติเนื่อง จากศิลปะที่แท้จริงเป็นขบวนการที่สำเร็จเสร็จสิ้นสมบรูณ์ภายในหัวของศิลปิน


ในขณะที่ศูนย์กลางการเรียนรู้ตามแนวทางการศึกษาของ Dewey เชื่อว่าศิลปะเป็นเพียงเครื่องมือพื้นฐานในการสร้างประสบการณ์ทำให้มนุษย์เรียนรู้ความจริงตามที่มันเป็นอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

The Essence of Aesthetics: Benedetto Croce / Art as Experience: John Dewey

แน่นอนว่าปรัชญาสุนทรียศาสตร์ของ Dewey ซึ่งมีความย้อนแย้งในตัวเองได้ถูกโจมตีโดย Croce เช่นกัน ถึงขนาดมีการกล่าวหาว่า Dewey ขโมยแนวคิดและผลงานของตนพร้อมข้อหักล้างที่ว่าแนวคิดของDewey นั้นมิได้วางอยู่บน รากฐานของปรัชญาแนวปฏิบัตินิยม


โดยเฉพาะหนังสือ Art as Experience นั้นถูกโจมตีว่าเป็นงานนิพนธ์ที่ใช้หลักปรัชญาของHegelไม่ต่างอะไรจากแนวคิดของ Croce ซึ่งประกาศตนว่าเป็นเฮเกลเลียนศึกษาและสนับสนุนความเป็นอภิมนุษย์ของศิลปิน


นิพาดา เทวกุล ระบุในงานวิจัยเรื่องความคิดทางสุนทรียศาสตร์ของ Croce เกี่ยวกับความหมายของศิลปะอธิบายว่า Croce มีทัศนคติต่อศิลปินว่าแตกต่างไปจากช่างไม้ช่างทอง ฯลฯ อย่างสิ้นเชิง เพราะใคร ๆ ก็เป็นช่างไม้ที่มีความสามารถได้เมื่อทำการฝึกฝนอย่างยาวนาน แต่ศิลปินที่แท้นั้นไม่ได้เป็นกันได้ง่าย ๆ ถึงแม้คนนั้นจะรู้วิธีลงสีหรือวิธีการแกะสลักก็ตาม เขาเชื่อว่าศิลปินที่แท้ไม่สามารถสร้างหรือฝึกหัดกันได้ ศิลปินจึงเป็นบุคคลพิเศษที่สามารถใช้ภาษาที่มิใช่ภาษาดังเดิมของมนุษย์ (Primitive languages)

มุมมองของ Croce ต่อศิลปินว่าคือผู้ที่สามารถมองเห็นความงามในสิ่งต่าง ๆ ได้มากมายกว่าคนธรรมดา ๆ จึงหมายความว่า คนธรรมดาไม่มีญาณทัศน์ (Intuition) อย่างที่ศิลปินมี


ปัญหาเชิงทฤษฏีระหว่าง Croce และ Dewey ในความเห็นของผู้เขียนมองว่า หากพิจารณาปัญหาเชิงปรัชญาจะพบว่าทั้งสองชุดแชร์พื้นที่แนวคิดจิตนิยมของเฮเกลร่วมกัน ความแตกต่างที่สังเกตชัดระหว่างทั้งสองคือการที่ Dewey ผสานแนวคิดจิตนิยมเข้ากับแนวคิดวิวัฒนาการของดาร์วิน


ยังผลให้ปรัชญาแนวคิดของ Dewey ปฏิเสธความเป็นอภิมนุษย์ โดยตอกย้ำแนวคิดปฏิบัตินิยมที่ถือว่าความรู้ทุกชนิด เกิดจากประสบการณ์ตรงทางประสาทสัมผัส เช่น ตา หู จมูก ลิ้น ร่างกาย


เมื่อกล่าวถึงทัศนะแห่งความเป็นจริง ปฏิบัตินิยมจะเน้นผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ใช้สอยมากกว่าอภิปรัชญา และเป็นไปได้ว่าปรัชญาของ Dewey มีฐานความคิดเชิงประจักษ์นิยมแบบ Kant และจิตนิยมแบบเฮเกล แต่เขามิได้ปฏิเสธปรัชญาเหตุผลนิยม


รายละเอียดของประเด็นปัญหาอาจช่วยให้เราทำความเข้าใจถึงจุดแตกหักหรือความแตกต่างระหว่าง Croce และ Dewey ได้อย่างมีนัยสำคัญ


โปรดติดตามตอนต่อไป

เอกสารอ้างอิง

ส่วนหนึ่งจากบทความ: การสืบสวนสอบสวนของ FBI ที่วิทยาลัยศิลปะ Black Mountain โดย: Carmelo Pampillonio & Chava Krivchenia